ไม่ได้ร่ำเรียนมาโดยตรง แต่พอรู้อยู่บ้างเล็กน้อย คงพอช่วยได้บ้างนะครับ
อิลราชคำฉันท์ ของ พระยาศรีสุนทรโวหาร (หลวงสารประเสริฐ - ยศและราชทินนามในขณะที่ประพันธ์) ผู้ประพันธ์มีความตั้งใจเดิมตามพระราชประสงค์ของ ร .๖ ที่จะธำรงรักษางานฉันทลักษณ์วรรณคดีไทยตามแบบฉบับเดิมเอาไว้ เนื่องจากความนิยมวรรณคดีไทยแบบฉบับในขณะนั้นเริ่มถดถอย กลับกลายเป็นฉันทลักษณ์ "ร่วมสมัย" ขึ้นมาแทน อีกทั้งลักษณะการแต่งฉันท์ก่อนสมัย ร.๖ นั้นถือเอา "เสียงอ่าน" เป็นสำคัญ มิได้ถือคำครุ-ลหุที่ถูกต้องตามทฤษฎี จึงกล่าวได้ว่า อิลราชคำฉันท์ เป็นคำฉันท์ซึ่งประพันธ์ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยตรง (แต่ยังทำไม่ได้ถึง 100 % )
ความงามในแง่วรรณศิลป์ของอิลราชคำฉันท์ อยู่ที่สามารถรวบรวมบทฉันท์ที่มีอยู่ในฉันทลักษณ์ไทยได้มาก แม้จะไม่มากเท่ามัธนะพาธา แต่มีถูกต้องและงดงามมากกว่า (อาจารย์บางท่านกว่าว่าสูสีหรือเป็นรองก็แต่สามัคคีเภทคำฉันท์เท่านั้น) การเลือกใช้ฉันท์เป็นไปตามจังหวะลีลาซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมาแต่ก่อน เช่น เลือกสัททุลวิกกีฬิตสำหรับประณามพจน์ เลือกวสันดิลกสำหรับชมความงามหรือดำเนินเรื่องที่ต้องการจังหวะที่งดงามไพเราะ เลือกอีทิสังเพื่อแสดงอารมณ์รุนแรง กระชับ ฉีกอารมณ์ และฉันท์อื่นๆ สำหรับดำเนินเรื่องได้อย่างเหมาะสมตามแง่งามของวรรณคดี
สังเกตการใช้คำ ในคำฉันท์ทั่วไปนิยมนำคำบาลีและสันสกฤตมาใช้ในการประพันธ์ค่อนข้างมากจนบางเรื่องนั้นถึงกับอ่านไม่เข้าใจเลยก็มี แต่สำหรับอิลราชคำฉันท์ (และสามัคคีเภทคำฉันท์) เลือกใช้คำง่ายๆ จัดวางตำแหน่งครุลหุได้อย่างเหมาะเจาะ อ่านได้โดยตลอด ไม่เสียเวลาเป็นพจนานุกรมมากเท่ากับเรื่องอื่นๆ (เช่น สมุทรโฆษ ฯลฯ) อาจจะเป็นเพราะความนิยมในแต่ละสมัย และเป็นวรรณคดีเพิ่มประพันธ์ขึ้นไม่นาน ศัพท์ส่วนใหญ่จึงคุ้นหูคนปัจจุบัน
อีกอย่างหนึ่ง ลองสังเกตการเล่นคำ เล่นอักษร ซึ่งประกฏเป็นระยะๆ ในเรื่อง ตัวอย่าง
โขดเขินศิขรเขา ณ ลำเนาพนาลัย
สูงลิ่วละลานนั- ยนพ้นประมาณหมาย
ยอดมัวสลัวเมฆ รุจิเรขเรียงราย
เลื่อมเลื่อมศิลาลาย ก็สลับระยับสี
ที่ยกบทนี้มาเป็นตัวอย่าง เพราะเป็นบทที่จำได้ (ฮา...) มีสัมผัสอักษรที่น่าสนใจ แต่ยังใช้สระ "อำ" แทนคำลหุ ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของกวีโบราณให้ใช้แทนกันได้ แต่ไม่ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ เพราะเป็นคำครุ ทำเอานักเรียนรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นกับวรรณคดีโบราณพลาดท่ากันเป็นประจำ
ในแง่เนื้อหา นับว่าเป็นวรรณคดีที่แสดงออกเรื่อง "คน ๒ เพศ" ไว้อย่างน่าสนใจ เข้าใจ (เอาเอง) ว่าเบื้องหลังคงต้องการเสนอชีวิตของกระเทย (ปณฺฑก/บัณเฑาะก์) ในสังคมอินเดียโบราณว่ามีทีมาอย่างไร มีศักดิ์และสิทธิ์ในสังคมอย่างไร และร้องขอให้คนในสังคมยอมรับกระเทยในฐานะอะไร ลองคิดดูว่า ทั้งที่พระพุธทราบดีว่านางอิลาเป็นใคร แต่ก็ยอมรับให้เป็นภรรยา แถมเมื่อกลับเป็นท้าวอิลราช พระพุธยังแอบกั๊กไว้บำเพ็ญพรตร่วมกับตนเพื่อหวังจะร่วมอภิรมย์เมื่อกลับเป็นสตรีอีกครั้ง อยู่กินกันจนมีบุตรด้วยซ้ำไป ใครจะคิดอย่างไรผมไม่รู้ แต่ผมคนหนึ่งล่ะที่เชื่อว่าวรรณคดีเรื่องนี้ต้องการสร้าง "พื้นที่" และ "จุดยืน" ในสังคมให้กับกระเทยแน่นอน (ทำนอง "รักแห่งสยาม" แต่ไม่สามารถแสดงออกได้ขนาดนั้น เพราะการเป็นกระเทยเมื่อก่อน ถือว่าเป็นบาปเคราะห์อันเป็นกรรมเก่ามาแต่เดิม ซึ่งกรรมที่ทำนั้นก็มักจะเป็นไปในทางเสื่อม)
พิมพ์มายาวพอควร ไม่รู้ว่าน้องจะทันได้อ่านหรือเปล่านะ
ยังมีความงามในแง่วรรณศิลป์อีกมากที่แฝงอยู่ในอิลราชคำฉันท์ เชื่อว่าเด็กๆ สายศิลป์คงจะตอบได้ละเอียดกว่าพี่กระมัง
อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าไม่ได้ร่ำเรียนวรรณคดีมาโดยตรง ความคิดจึงอาจจะเพี้ยนๆ ไปบ้าง หากใครเห็นว่าไม่ถูกต้อง ผมก็น้อมรับคำแนะนำทุกประการครับ
วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เวลา 00:16:07