Skip Navigation LinksDekTriam.net > กระทู้ 109816 - พระอรหันต์ 4 ประเภท      Sign in   


Topic 109816


อจินไตย
พระอรหันต์ 4 ประเภท

 

พระอรหันต์มี 4 ประเภท
1. สุกขวิปัสสโก บรรลุธรรมอย่างง่ายๆ ไม่มีฤทธิ์ มีเพียงอาสวักขยาญาณ ทรงแค่ปฐมฌาณโดยไม่รู้ตัว
2. เตวิชโช ทรงวิชชาสาม ได้ทิพจักขุญาณ,อาสวักขยาญาณ
3. ฉฬภิญโญ ทรงอภิญญาหกประการครอบคลุม เตวิชโช
4. ปฏิสัมภิทัปัตโต ครอบคลุม 3 ประเภทแรก เพิ่มความสามารถด้านการทรงพระไตรปิฏก และภาษาทุกภาษา

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 20:51:06
12
 
Reply 1


[ViViZ]-PP{69}

810
24a7f58e-c358-4931-a498-27f424056bb2

ข้อสอบ ม.ไหนอ่ะ?
 

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 21:02:01

Reply 2


MбჁğɑ͠ɳLᵉF͜ᵃჃ

839
de45634e-a593-4ace-ba50-6c70bcf1f237

แต่เส้นทางที่จะไปสู่การเป็นพระอรหันต์ ก็คือ ทางสายเอก เพียงสายเดียว ใช่ไหมคะ? ^^


วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 21:23:59

Reply 3


GenTLeManXx

50
cb3315fd-1556-4406-b194-5fc01cce6381

ไรอะ.. งง

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 22:25:20

Reply 4


thanakorn
ce9febf5-d741-4ab9-a025-458b6d9dca81

ลองเข้า google แล้วพิมพ์หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมทโช ดูนะ มีคำตอบจ๊ะ

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 08:20:25

Reply 5


DotA man

3333
aa11a590-432d-4813-a8be-24de18c80341

กว่าจะเป็นอรหันต์ได้
 
ต้องจำชื่อขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
 
ยากกว่าชีวะอีก
 
==

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 08:51:58

Reply 6


Radiant, Archangel

11
c8905cce-e0fc-4da6-93ed-62f5068dd508

พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึงผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์เอาไว้
ว่ามีคุณพิเศษแตกต่างกันออกไป
 
เพื่อความเข้าในอันดีในพระอรหันต์ประเภทต่างๆ
ขอนำธรรมะที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำกล่าวถึงพระอรหันต์ทั้ง 4 แบบไว้ 
ดังต่อไปนี้ 
 
 
 
 
พระอรหันต์
 

            1) พระอรหันต์มี 4 แบบ คือ สุขวิปัสสโก หมดกิเลสแล้ว แต่ไม่มีความรู้พิเศษ เห็นผีเห็นเทวดาไม่ได้ ได้แต่ปลงสังขาร ให้อารมณ์หยุดอยาก คือ ไม่อยากเกิด ไม่อยากมี ไม่อยากเอาดีกับชาวโลก เพราะเห็นว่าเมื่อยังเกิด ตราบใด ก็ยังต้องทุกข์ตราบนั้น ท่านเลยเบื่อเกิด ทั้งเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา พรหม ท่านไม่เอาด้วยทั้งนั้น สิ่งที่ท่านต้องการก็คือ พระนิพพาน

            2) พระอรหันต์อีกแบบหนึ่งก็คือ พระอรหันต์ที่เรียกว่า เตวิชโช คือ ท่านทรงวิชชาสาม ได้แก่
                - ทิพยจักขุญาณ มีอารมณ์จิตเป็นทิพย์ รู้เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งอดีตและอนาคต ท่านรู้ได้คล้ายตาทิพย์
                - อันดับที่สอง สามารถระลึกชาติในอดีตได้ทุกชาติที่ท่านเกิดมาแล้ว
                - สาม ท่านละกิเลสหมดทุกอย่างเหมือนท่านสุกขวิปัสสโก

            3) พระอรหันต์อันดับที่ 3 ได้แก่ท่านผู้ทรง อภิญญา 6 (พระฉฬภิญโญ) คือ
                - แสดงฤทธิ์ได้ทุกอย่าง เพราะอำนาจกสิณ
                - มีหูทิพย์ เพราะอำนาจกสิณ
                - มีทิพยจักขุญาณ
                - มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้
                - รู้ความรู้สึกนึกคิดของคนและสัตว์ได้
                - ทำกิเลสให้สิ้นไป

            4) พระอรหันต์ประเภทที่ 4 (พระปฏิสัมภิทัปปัตโต) ท่านมีอำนาจฤทธิ์เหมือนท่านผู้ทรงอภิญญา แต่มีญาณพิเศษกว่า คือ มีปัญญาฉลาดเฉียบแฉลม สามารถคิดคำนวณพยากรณ์เหตุการณ์ทุกอย่างได้โดยฉับพลัน มีฤทธิ์คล่องแคล่วกว่าอภิญญา 6
            ท่านอันดับที่ 4 นี้แหละ ที่ท่าน ปิณโฑลภารทวาชะ และท่านโมคคัลลาน์ ท่านทรงได้
            ได้บรรยายเรื่องพระอรหันต์พอให้ท่านผู้อ่านทราบไว้เพียงย่อ ๆ จะได้ไม่เข้าใจผิด เพราะคนส่วนมากก็คิดว่าพระอรหันต์จะต้องเป็นพระมีฤทธิ์เหมือนกันหมดทุกองค์ ความจริงพระอรหันต์ไม่ใช่จะมีฤทธิ์มีเดชเหมือนกันหมดตามที่บอกมาแล้ว

            5) การเดินทางเข้าสู่พระอรหันต์หรือพระอรหัตตมรรคนี่อันดับแรกก็ตัด รูปราคะ อรูปราคะ คือ ใช้ปัญญาพิจารณาว่า รูปฌานก็ดี อรูปฌานก็ดี เป็นเพียงแค่กำลังหวังมรรคผลในการตัดกิเลสเท่านั้น เราจะไม่หลงจมอยู่เฉพาะรูปฌาน หรืออรูปฌาน จะทำความดีต่อไป
            ความจริงเป็นพระอนาคามีแล้ว ตัวนี้ไม่ต้องตัดก็ได้นะ มันไม่มีอะไรเกาะ แต่ถ้าพูดกันตามแบบก็ต้องพูด มันเป็น อนุสัย คือ กิเลสเบามาก พระอรหัตตมรรคนี่เป็นการตัดกิเลสจุ๋มจิ๋ม ไม่ใช้กำลังหนัก ไปหนักแค่อนาคามี
            ต่อมาก็ตัด มานะ การถือตัวถือตน การถือตนว่าเราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา เราเสมอเขา นี้ยกยอดไปจากจิต คิดว่าคนก็แค่คน สัตว์ก็แค่คน มันแค่กันหรือเปล่า สัตว์บางทีก็สูงกว่าคนนะ อย่างแมลงวันจับบนหัวเรา
            คำว่าแค่กัน หมายความว่า ทุกอย่างต่างก็ธาตุ 4เหมือนกัน รักสุขเกลียดทุกข์เหมือนกัน ถ้าเราจะเกลียดสัตว์ ก็จงนึกว่าสัตว์กับเรามีอะไรแตกต่างกันบ้าง
            1. เนื้อ สัตว์มีไหม 2. กระดูก มีไหม 3. เลือด เนื้อ มีไหม เรามีเหมือนสัตว์หรือเปล่า สัตว์กับเรามีสภาพเหมือนกัน คือ มีธาตุ 4 เหมือนกัน ร่างกายสกปรกเหมือนกันใช่ไหม

            6) อรหัตตมรรคเข้าไปตัด อุทธัจจะ คือ อารมณ์ฟุ้งซ่าน คือ ความฟุ้งซ่านของจิตน่ะ พระอรหัตตมรรคกับปุถุชนนี้ไม่เท่ากันนะ
            ปุถุชนอารมณ์ฟุ้งซ่านในด้านอกุศลมีมาก จิตคิดในด้านอกุศลมีอยู่ ภาวนาไปบ้าง พิจารณาไปบ้าง ดีไม่ดีภาวนาไป ๆ นึกถึงใครที่ไม่ชอบใจ เลยกลายเป็นภาวนาด่าไปเลย อันนี้มันฟุ้งซ่านเป็นอกุศลได้ ถ้าจิตเข้าถึงพระโสดาบัน จิตนึกไม่ชอบใจยังมีอยู่ แต่จิตคิดประทุษร้ายจริง ๆ ไม่มี ถ้าถึงพวกสกิทาคามี จิตคิดประทุษร้ายจะหายาก โกรธมาปั๊บ โกรธเบามาก แล้วก็หายเร็ว ที่เรียกว่า อภัยทาน ไม่ผูกอาฆาต นี่เรียกว่า พระสกิทาคามี
            พอถึงพระอนาคามี อารมณ์จิตที่มันฟุ้งซ่านเข้ามาอารมณ์จิตอกุศลไม่มี จิตคิดทำลายเขาไม่มี มีแต่คิดว่ากูเป็นอนาคามีนี่วะ พักแค่นี้ก็ได้ ตายไปเป็นเทวดาหรือพรหม ฉันตีตั๋วต่อเลย อันนี้มีบ้าง ไม่มาก
            พอถึงอรหันตตมรรคก็ในลักษณะเดียวกัน ทำไป ๆ เห็นร่างกายมันไม่ดี ปวดบ้าง เมื่อยบ้าง เป็นโน่นบ้าง เป็นนี่บ้าง เอ๊ย เราก็เป็นพระอนาคามีแล้วนี่โว้ย เรื่องเล็ก ๆ น่ะ นอนพักผ่อนเสียได้ ตายเมื่อไรเป็นเทวดา พักหน่อยค่อยไปนิพพาน
           
            7) อารมณ์พระอรหันต์ นั่นก็คือ คิดว่าไม่หลงในรูปฌาน และอรูปฌาน จิตไม่มีมานะ การถือตัวถือตน จิตไม่มีอารมณ์ฟุ้งซ่านออกนอกรีตนอกรอย จิตไม่ติดในอวิชชา คือ ฉันทะ กับ ราคะ ฉันทะ ความพอใจเห็นว่ามนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลกไม่มี ราคะ จิตเห็นว่ามนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก สวยไม่มี ไม่พอใจใน 3 โลก จิตพอใจจุดเดียว คือ นิพพาน
            นี่เป็นอารมณ์พระอรหันต์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์พระอรหันต์คือ ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ไล่ลงมาอีกทีนะ จิตยอมรับนับถือกฎของธรรมดาว่าธรรมดาคนเกิดมาแล้วต้องแก่ คนเกิดมาแล้วต้องป่วย คนเกิดมาแล้วต้องมีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ คนเกิดมาแล้วต้องตาย ความปรารถนาไม่สมหวังย่อมมีแก่ทุกคน ถ้าทุกอย่างมันเกิดขึ้น ใจท่านไม่หวั่นไหว ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แล้วก็จิตคิดว่าร่างกายนี้พังเมื่อไร ฉันไปนิพพานเมื่อนั้น ใจสบาย

            8) ทีนี้มาพูดถึงอารมณ์ของพระอรหันต์ พระอรหันต์นี่ก็ยังมีอารมณ์คิด มีอารมณ์ใคร่ครวญ พระอรหันต์ไม่ใช่ตอไม้ บุคคลบางคนจะรู้สึกว่า ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วจะต้องมีสภาพเหมือนตุ๊กตา หรือตอไม้ บางรายมักจะสร้างแบบขึ้นมาว่า พระอรหันต์นี่ไม่มีการหัวเราะ ไม่มีการยิ้ม เขาคิดอย่างนี้คงเข้าใจว่า เมื่อคนใดเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ คนนั้นคงจะปราศจากจิต คงจะปราศจากวิญญาณ คือ มีสภาพเหมือนคนตายดิบประเภทนั้นกระมัง
            นี่ความคิดอย่างนี้มิใช่ความคิดอย่างเดียว ขนาดพูดออกมาทางปาก นี่เขาเหล่านั้นตามความเข้าใจของฉันคิดว่าท่านที่พูดอย่างนั้นคงจะมีศีล 5 ยังไม่ครบ ถ้าคนมีศีล 5 ครบ ไม่พูดแบบนั้น เพราะคนที่มีศีล 5 ครบถ้วนนี้เป็นพระอริยเจ้า คือ พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี ถ้าเข้าถึงช่วงนี้แล้ว เขาไม่มีความสงสัยในปฏิปทาของพระอรหันต์ เขาคงจะลืมไปว่าแม้แต่องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงมีการแย้มพระโอษฐ์
            เป็นอันพึงเข้าใจว่า พระอรหันต์เองก็ยังมีอารมณ์ไม่สงบ ปักอยู่เฉพาะจุด ยังมีอารมณ์คิด แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็มีอารมณ์เช่นนั้นเหมือนกัน เพราะว่าพระพุทธเจ้าก็เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ทั้งหลาย ถ้าสาวกก็เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้สิ้นกิเลสเหมือนกัน แต่ทว่าความรู้พิเศษในด้านญาณต่าง ๆ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามีความสามารถมากกว่าพระอรหันต์ใด ๆ ที่เป็นสาวก

            9) ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา จงจำไว้ว่าคำว่าถึงพระอรหันต์นะ มันมีอยู่คำเดียวหรืออย่างเดียวคือ เราไม่ติดอะไรทั้งหมด อีกทั้งกำหนดรู้ว่าวัตถุธาตุต่าง ๆ คนก็ดี ใครก็ตามที่ไม่ได้เนื่องกับเราคือไม่ใช่ของเรา แต่เขาเนื่องถึงเราจริงเราสงเคราะห์ หรือทำงานสงเคราะห์ให้ตามหน้าที่ทุกอย่าง แต่เราไม่ผูกพัน คิดว่าชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย แม้แต่ร่างกายเราก็ไม่ต้องการ ถ้าคิดอย่างนี้ก็ตรงกับองค์สมเด็จพระพิชิตมารตรัสไว้ในท้าย มหาสติปัฏฐานสูตร ว่า
            เธอจงอย่าสนใจกายภายใน คือ กายตนเอง อย่าติดใจกายภายนอก คือ กายคนอื่น และก็จงอย่าติดใจในวัตถุธาตุใด ๆ จงปลดกำลังใจว่า แม้แต่ร่างกายนี้ มันก็ไม่ใช่เป็นของเรา เพียงแค่นี้ทุกคนก็เป็นพระอรหันต์
 
 
 
หมายเหตุ ทางสายเอกเพียงสายเดียวที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
ทำให้เข้าสู่ความเป็นพระอรหันต์ได้คือ การปฏิบัติตามมหาสติปัฏฐานสูตร (วิปัสสนากรรมฐาน)
 
แต่การได้ฤทธิ์นั้นมาจากการฝึกสมถกรรมฐาน

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 11:31:45

Reply 7


LiBeRTiL

607
ca9d8031-1ea6-42cf-a538-229e5a3f9b2e

ไม่เข้าใจครับ จขกท.ต้องการจะสื่ออะไร หรือบอกอะไรหรอครับ =_=" งง

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 19:42:53

Reply 8


เหอเหอ
61af3ed5-1bb5-48c0-ae58-061b83b12b5b

จขกท จะบอกว่าเป็ยเรื่องอจินไตยอะไรอย่างนี้เปล่า ไม่ใช่โลกุตตรธรรม

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 23:06:53

Reply 9


Radiant, Archangel

11
c8905cce-e0fc-4da6-93ed-62f5068dd508

เข้าใจว่า จขกท. ไม่ได้สื่ออะไร

 

เพียงแต่ นำพระอรหันต์ประเภทต่างๆ

ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสมาตั้งกระทู้

 

 

เพราะในทางพุทธศาสนาตามกระทู้นี้นั้น

ก็เหมือนกับ ตั้งกระทู้บอกว่า

พรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา

หรือ อิทธิบาท 4 ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

เป็นต้น

 

 

ไม่ได้เป็นเรื่องหรือสิ่งแปลกแต่อย่างใด


วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 08:34:49

Reply 10


จขกท
754b49d7-bb10-415a-b3a8-9b2c540c7235

ขอบคุณทุก rep ที่สนใจอ่านครับ
พยายามจะสื่อแต่มันยังไม่ได้สารน่ะครับ
วันที่ตั้งกระทู้เป็นวันมาฆบูชาครับ
พอนั่งลงจะพิมพ์กระทู้ก็ดันมีธุระด่วนจี๋
เลยพิมพ์ได้แค่นั้นน่ะครับ
แต่ก็ดีใจที่มีคนสนใจ
และมีคนที่รู้มากกว่ามาช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้
ขอบคุณอีกครั้งครับ 

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 เวลา 12:06:44

12