Skip Navigation LinksDekTriam.net > กระทู้ 120680 - ขอสรุปพุทธศาสนา ม.5หน่อยนะ T^T      Sign in   


Topic 120680


safe
ขอสรุปพุทธศาสนา ม.5หน่อยนะ T^T

 

พอดีว่าหนังสือหายไปทั้งเล่มเลยอ่ะ T^T

ใครมีสรุปอะไร ขอหน่อยได้ไม๊ ..

อ๊ากก เป็นอะไรก็ได้

 

ขอบคุณค่ะ


วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 20:03:42
 
Reply 1


SAPATA
8968820d-3db1-4281-9e4a-94fefb653fe0

หยุด...นั้นแหละคือหัวใจของพระพุทธศาสนา หยุด..เป็นตัวสำเร็จ


วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 22:11:15

Reply 2


24
b2f66159-4885-4772-93c5-7cde8b0026e9

 สรุปวิชาพระพุทธศาสนา Final Term 2 M.5

บทที่ 4: พระไตรปิฏก พุทธศาสนสุภาษิต ภาษาบาลีและคำศัพท์ทางพระพุทธศาสนา

หลักการอ่านภาษาบาลี

1.       พยัญชนะตัวใดที่เขียนโดด ให้อ่านออกเสียง สระอะ: วน = วะนะ

2.       พินทุ (จุดใต้พยัญชนะ)

2.1   พยัญชนะตัวนั้นเป็นตัวสะกด ไม่ต้องออกเสียง: ภนฺเต = ภันเต

2.2   เป็นตัวควบกล้ำ อ่านออกเสียงกึ่งมาตรา: ทิสฺวา = ทิส-สวา

3.       นิคหิต (ใช้เป็นตัว ง สะกด): วนํ = วะ-นัง

พระไตรปิฏกในแง่เทศนา 3 และสิกขา 3

พระไตรปิฏก มีถึง 84000 พระธรรมขันธ์ พิมพ์เป็นหนังสือถึง 45 เล่ม

ในแง่เทศนา 3: (อยู่ใน สมันตปาสาทิกาอรรถกถา พระวินัยปิฏก)

1.1 พระวินัยปิฏก (อาณาเทศนา-> คำสั่ง) = วางระเบียบข้อบังคับสั่งห้ามมิให้ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป *คำสั่งมิให้ประพฤติปฏิบัติ (อาณา/ พุทธอาณา) มีในพระปาติโมกข์ (ศีล 227) = อาทิพรหมจาริกกาสิกขา, นอกพระปาติโมกข์ = อภิสมาจาริยกาสิกขา

1.2 พระสุตตันตปิฏก (โวหารเทศนา-> โวหาร) = เนื้อหาในพระสุตตันตปิฏก เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงใช้โวหารแสดงเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจ

1.3 พระอภิธรรมปิฏก (ปรมัตถเทศนา-> เนื้อหาอันลึกซึ้ง) = แก่นแท้ของสภาวธรรม/ ความจริงแท้

*แก่นแท้ = ปรมัตถ์ [ธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) + ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)]

การฝึกฝนอบรมจิต 3 ประการ:
- สมรรถภาพจิต (แน่วแน่ มั่นคง เข้มแข็ง)
- คุณภาพจิต (อ่อนโยน นุ่มนวล)
- สุขภาพจิต (ปลอดโปร่งโล่ง เบาสบาย)

 
ในแง่สิกขา 3: สิกขา = การฝึกฝนอบรม

2.1 พระวินัยปิฏก (อธิศีลสิกขา) = อบรมกายและวาจาให้เรียบร้อย

2.2 พระสุตตันตปิฏก (อธิจิตตสิกขา) = การฝึกจิตให้มีคุณภาพ

*ถือเป็นฐานแห่งวิปัสสนา

2.3 พระอภิธรรมปิฏก (อธิปัญญาสิกขา) = การฝึกฝนอบรมปัญญา เพื่อให้เกิดความรู้เท่าและรู้ทันสภาวธรรม = วิเคราะห์แยกแยะสภาวธรรมโดยละเอียด เพื่อให้บรรลุถึงปรมัตถ์


วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 16:05:33

Reply 3


24
b2f66159-4885-4772-93c5-7cde8b0026e9

 ข้อความน่ารู้จากพระไตรปิฏก

  1. คนที่มองอะไรในแง่มุมเดียว ย่อมทะเลาะกัน ดุจคนตาบอดคลำช้าง [พระสุตตันตปิฏก ขุททกนิกาย อุทาน กิรติสูตรที่ 1]
  2. ระดับความสุข 10 ขั้นทางพระพุทธศาสนา [พระสุตตันตปิฏก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค]: กามสุข (จากทุกอย่าง), ปฐมฌานสุข (วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา< อารมณ์เป็นหนึ่งเดียว), ทุติยฌานสุข (ปิติ สุข เอกัคคตา), ตติยฑานสุข (สุข เอกัคคตา), จตุตถณานสุข (อุเบกขา เอกัคคตา), อากาสานัญจายตนสมาปัตติสุข (อวกาศอันอนันต์เป็นอารมณ์), วิญญาณัญจายตนสมาปัตติสุข (วิญญาณอันอนันต์เป็นอารมณ์), อากิญจัญญายตนสมาปัตติสุข (ภาวะที่ไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์), เนวสัญญานาสัญญายตนสมาปัตติสุข (ภาวะที่มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่), สัญญาเวทยิตนิโรธสมาปัตติสุข (ภาวะที่ดับสัญญาและเวทนาได้ทั้งหมด)

สุข 10 ขั้น แบ่งเป็น 3 ระดับ: กามสุข, ณานสุข (สุขในรูปฌาน <2-5>, สุขในอรูปฌาน <6-9> = ความสุขทางจิต, นิโรธสมาปิตติสุข = เทียบคล้ายภาวะนิพพาน

กามสุข แบ่งเป็น 3 ขั้น [พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)]: ขั้นดีเลิศ, ขั้นดี, ขั้นทราม

พุทธศาสนสุภาษิต

  1. อตตตถปญญา อสุจี มนุสสา: คนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นคนสกปรก

ประเภทของคน: คนเอาเปรียบ (คนที่เอาผลประโยชน์ของตน โดยการเอาเปรียบผู้อื่น), คนใจดำ (คนที่เอาผลประโยชน์ของตนตามสิทธิอันชอบธรรม ไม่เอาเปรียบใคร แต่ก็ไม่ยอมเสียผลประโยชน์ + ช่วยเหลือใคร), คนเอื้อเฟื้อ (คนที่ยอมสละประโยชน์ของตนในบางกรณี)

หลักการขจัดความโลภ: ฆราวาสธรรม 4: สัจจะ (ซื่อสัตย์), ทมะ (ข่มใจ), ขันติ (อดทน), จาคะ (เสียสละ)

  1. เนกาสี ลภาเต สุขํ: กินคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข

เพราะความเห็นแก่ตัว ทำให้คนมีความไม่สบายใจ ทำให้ผู้คนทั่วไปไม่รักกัน ขาดความสามัคคีกัน

  1. ทท มิตตานิ คนถติ: ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้

วิธีการผูกมิตรที่ดีที่สุด คือ ให้สิ่งที่ให้ได้ 3 อย่าง: ให้วัตถุสิ่งของ, ให้ความรู้ คำแนะนำ (ปัญญา + วาจา), ให้ความอบอุ่นใจ

ลักษณะการให้ที่ดี: ให้แก่ผู้ที่ควรให้, ของที่เราให้ต้องเป็นของบริสุทธิ์ ได้มาโดยชอบธรรม ไม่ให้ของมีภัย, ต้องให้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ (เต็มใจให้)

คำศัพท์ทางพระพุทธศาสนา

ขันธ์ 5 = องค์ประกอบชีวิต 5 ประการ:

  1. รูป = ส่วนที่เป็นร่างกาย + พฤติกรรม (เกิดจากธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ)
  2. วิญญาณ = รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 + ใจ (ตาเห็น จักขุ, หู ได้ยิน โสต, จมูก ได้กลิ่น ฆาน, ลิ้น ลิ้มรส ชิวหา, กาย สัมผัสทางกาย กาย, ใจ คิด มโน)
  3. เวทนา = ความรู้สึกที่เกิดต่อสิ่งที่รับรู้ (สุขเวทนา สบายใจ, ทุกขเวทนา ไม่สบายใจ, เฉยๆ อุเบกขาเวทนา)
  4. สัญญา = ความจำได้ การกำหนดหมายรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร
  5. สังขาร = แรงจูงใจ สิ่งกระตุ้นผลักดันให้ทำการ ผลรวมของ (2-4) เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมฝ่ายดี (ศรัทธา หิริ สติ เมตตา กรุณา ปัญญา) และฝ่ายชั่ว (โลภะ โทสะ โมหะ มาน ทิฐิ มัจฉริยะ)

***

เวทนา = ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อรับรู้อะไรต่างๆ

นาม = ส่วนที่เป็นนามธรรม ส่วนที่เป็นจิต: วิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร (ที่เหลือคือ รูป = ร่างกาย + พฤติกรรม)

รูป = ส่วนที่เป็นร่างกาย, สิ่งที่ตารู้ได้/ สิ่งที่ปรากฏแก่ตา (อารมณ์อย่างหนึ่ง). สสารวัตถุทั่วไปพร้อมกับลักษณะอาการของมัน (ดิน น้ำ ลม ไฟ)

บทที่ 5: หน้าที่ชาวพุทธ

ชาวพุทธ มีหน้าที่ช่วยกันปกป้องดูแลพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ต่อไป มีหน้าที่ในการศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

องค์กรต่างๆที่มีหน้าที่ทำนุบำรุงศาสนา

  1. วัด:: เป็นองค์กรหน่วยแรกที่สำคัญระดับพื้นฐาน @ ศูนย์กลางชุมชน รับเป็นศูนย์แจ้งจับกุมผู้ทำลายพระพุทธศาสนา + บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่างๆ: ใช้เป็นสถานที่ก่อตั้งโรงเรียนเพื่อเป็นการศึกษาแก่เยาวชนของชาติ, ให้สถานที่อยู่อาศัยและพักพิงแก่บุคคลหลายระดับ, ศูนย์รวมในการฝึกฝนอบรมคุณธรรมให้แก่ประชาชน, เป็นที่เก็บรักษาโบราณวัตถุและศิลปกรรมต่างๆ

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 16:06:01

Reply 5


24
b2f66159-4885-4772-93c5-7cde8b0026e9

 เครดิต แอ๊ม 333


วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 16:06:57

Reply 6


24
b2f66159-4885-4772-93c5-7cde8b0026e9

 

  1. พระสงฆ์:: ทั้งในประเทศไทย + ต่างประเทศ (มหายาน ธรรมยุติกนิกาย จีนนิกาย อนัมนิกาย: มีคณะกรรมการมหาเถรสมาคมที่มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานกำหนดบทบาทและหน้าที่ในการปกครองสงฆ์, ตั้งโรงเรียนแผนกปริยัติธรรม (นักธรรม, บาลี) + สามัญ (มัธยม อุดม ปริญญา), อบรมสั่งสอนประชาชนในวันพระ (8 + 15 ค่ำในวันอาทิตย์) + วันสำคัญอื่นๆ

*จัดไปเผยแผ่ที่อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย อินเดีย อินโด

*มหาวิทยาลัยแห่งคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย = วัดบวรนิเวศวิหาร +.วังน้อย อยุธยา

จบจากจุฬา -> พุทธศาสตรบัณฑิต, จบจากมกุฎราชวิทยาลัย -> ศาสนศาสตร์บัณฑิต

  1. องค์การ สมาคมและชมรมทางพระพุทธศาสนา:: พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศ, องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก, ชมรมชาวพุทธในมหาวิทยาลัยต่างๆ -> ส่งเสริมให้รักษาศีล + ทำตามคำสอน, เสริมความสามัคคี เป็นปึกแผ่น ภราดรภาพ, เผยแผ่หลักธรรม, ก่อตั้งแตะดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์, เสริมสร้างสันติภาพ + ความกลมเกลียว
  2. ชาวพุทธ:: ทำตามศีลธรรม (ศีล 5), นำหลักธรรมมาใช้, เรียนรู้และเข้าใจประเพณี + พิธีกรรม, ทำนุบำรุงสถาบัน + บุคคลที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา, ป้องกันพุทธศาสนาจากคนที่ไม่รู้ (อธิบาย), ร่วม+สนับสนุนประเพณี พิธีกรรม, ปกป้องพุทธศาสนา

ค่ายอาสาพัฒนาคุณธรรม

สัทธรรม 3 = ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวท; โครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ, โครงการปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาจิตใจ, โครงการอาสาพัฒนาคุณธรรม, โครงการปฏิบัติสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน >>วันสำคัญของชาติ+ศาสนา

การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ [คนไทย 95% เป็นพุทธ]

วิธีช่วยเหลือศาสนา: ศึกษาหาความรู้*, นำคำสอนมาปฏิบัติตาม, ปฏิบัติตามพิธีกรรมวัฒนธรรม

*มีการสอนพุทธศาสนาวันอาทิตย์โดยมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร กทม., มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุราชรังสฤษฎิ์ กทม.

สอนวิชา: ธรรม, ประวัติพุทธศาสนา, ธรรมภาคอังกฤษ

บทที่ 6: การบริหารจิตและการเจริญปัญญา

การสละภายนอก = สละวัตถุสิ่งของเป็นทาน, การสละภายใน = สละกิเลส (เครื่องทำให้เศร้าหมอง)


วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 16:07:29

Reply 7


24
b2f66159-4885-4772-93c5-7cde8b0026e9

 อนุสติ 10::  พุทธานุสติ, ธัมมานุสติ, สังฆานุสติ, สีลลานุสติ, จาคานุสติ, เทวานุสติ, มรณานุสติ, กายคตานุสติ, อาณาปานสติ, อุปสมานุสติ

จาคานุสติ = การมีสติระลึกถึงการเสียสละ, จาคะ = การสละเป็นทาน แบ่งได้เป็น 2 อย่าง

1)      สละภายนอก = สละวัตถุสิ่งของต่างๆเป็นทาน

2)      สละภายใน = สละกิเลส (เครื่องทำให้เศร้าหมอง) -> จาคะ [มัชฉิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ไตรปิฏกเล่ม 12 ข้อ 26 หน้า 26]

จิตตาอุปกิเลส 16:: โลภ (อภิชาฌาวิสมโลภะ), อาฆาตพยาบาท (พยาบาท), โกรธ (โกธะ), ผูกโกรธ (อุปนาหะ), ลบหลู่บุญคุณท่าน (มักขะ), ตีตนเสมอผู้ใหญ่ (ปลาสะ), ริษยา (อิสสา), ตระหนี่หวงแหน (มัจฉริยะ), เจ้าเล่ห์ (มายา), โอ้อวด (สาเถยยะ), แข่งดี/แย่งดี (สารัมภะ), ดื้อรั้น (ถัมภะ), ถือตัว (มานะ), ดูหมิ่น (อติมานะ), มัวเมา (มทะ), ประมาท เพลิดเพลินในลาภยศ (ปมาทะ)

บุญกิริยาวัตถุ 3:: ให้ทาน รักษาศีล ภาวนา (ใช้แก้ด้านบนได้)

ระลึกถึงจาคะ:: ช่วยให้คนรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นทางกาย ทางวาจา, ช่วยให้คนรู้จักใช้กำลังสติปัญญาให้เกิดประโยชน์แก่สังคม, ช่วยให้คนทำประโยชน์แก่สังคมด้วยกำลังทรัพย์, ช่วยให้คนนพัฒนาจิตใจให้เติบกล้าด้วยคุณธรรม

ระลึกถึงคนที่มีจาคะ:: ระลึกถึงพ่อแม่, บุรพมหากษัตริย์และบรรพชนไทย, พระพุทธเจ้า

ระลึกถึงจาคะในตัวเอง:: สำรวจความบกพร่องของตน, สำรวจความดีของตน

จาคาสติ = การพิจารณาความบกพร่องของตนเองแล้วพยายามแก้ไข โดยนำเอาแบบอย่างที่ดีมาแก้ไขปรับปรุงตนเอง

เทวานุสสติ = การระลึกถึงเทวดาบ่อยๆ แบ่งเป็น 3 อย่าง

1)      โดยกำเนิด (อุปปัตติเทพ) บนสวรรค์

2)      โดยสมมติ (สมมติเทพ) กษัตริย์

3)      โดยความบริสุทธิ์ (วิสุทธิเทพ) พระอรหันต์

ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา:: กุศลกรรมบถ, ทศพิธราชธรรม, หิริโอตตัปปะ

ระลึกถึงคุณธรรมเหล่านั้นในตัวเอง:: สำรวจความบกพร่องของตน, สำรวจความดีของตน

เทวานุสสติ = การพิจารณาความบกพร่องของตนเองแล้วพยายามแก้ไข โดยนำเอาแบบอย่างที่ดีมาแก้ไขปรับปรุงตนเอง


วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 16:07:52

Reply 8


24
b2f66159-4885-4772-93c5-7cde8b0026e9

 อุปายมนสิการ (คิดถูกวิธี: รู้จักคิด, คิดเป็น)

  1. มีวิธีคิดที่ถูก: คิดถูกกับเรื่อง (ถูกเรื่อง/ สถานการณ์), สำเร็จผลตามที่คิด
  2. มีวิธีคิดที่เป็นกุศล/ ถูกต้องดีงาม

บทที่ 7: ศาสนพิธีและวันสำคัญในพระพุทธศาสนา แบ่งเป็น 2 ประเภท

1. พิธีกรรมที่เนื่องด้วยพุทธบัญญัติ ศาสนพิธีที่เกี่ยวเนื่องในการทำสังฆกรรมของสงฆ์

พิธีบรรพชาอุปสมบท (บรรพชา = สามเณร: 7 ขวบ, อุปสมบท = ภิกษุ: 20 ปี)

หลักอันตรายิกธรรม:: อายุ 20, อาชีพสุจริต, สมประกอบ, ได้รับอนุญาต ไม่มีหนี้สิน, ไม่เป็นโรคติดต่อ, มีบริขาร (อุปกรณ์การบวช), อ่านออกเขียนได้ กล่าวคำขอบวชได้ถูกต้อง

ต้องซักซ้อมก่อนบวชไม่น้อยกว่า 15 วัน + เตรียมเครื่องบริขาร + ท่องคำขอบรรพชาอุปสมบท + ศีล 10

*อัฎฐบริชาร: บาตร, อุตราสงฆ์ (จีวร/ ห่ม), อัตรวาสก (สบง/ นุ่ง), สังฆาฏิ (พาดบ่า-ห่มซ้อน), กายพันธน์ (ประคดเอว), ธมกรก (กระบอกกรองน้ำดื่ม), สูจิ (กล่องเข็ม ด้าย), วาสี (มีดโกน)

*คำบาลีที่ต้องท่อง: คำขอบวช (ไตรสรณะ + ศีล 10), คำพินทุ อธิษฐาน วิกัปผ้าจีวร แสดงอาบัติ, ให้พร ยถาสัพพี กรวดน้ำ, สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น, พิจารณาปัจจัย 4 (จีวร อาหาร บิณฑบาต ที่อยู่ ยารักษาโรค)

*ขั้นตอน: ทำขวัญนาค, แห่นาค (เวียนประทักษิณรอบโบสถ์ 3 รอบ), บวชนาค (พระอุปัชฌาย์บอกหลักกัมมัฎฐาน 5, รับศีล 10 จากพระกรรมวาจาจารย์, พระคู่สวดถามอันตรายิกธรรม >ข้อห้าม + อนุญาตเพื่ออุปสมบท, พระกรรมวาจาจารย์ + อนุสาวนาจารย์ถามอันตรายยิกธรรม + สวดบทญัตติจตุตถกรรมวาจา, ถวายเครื่องไทยธรรมกับพระอุปัชฌาย์พระคู่สวด) **ชื่อตนเป็นภาษาบาลี = ฉายา

สิ่งที่ควรปฏิบัติ: เที่ยวบิณฑบาตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุล อยู่โคนไม้ ฉันยาดองด้วยน้ำมูตร

สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ: เสพเมถุน ลักขโมย ฆ่ามนุษย์ อวดสิ่งที่ไม่มีในตน (ปราชิก 4)

การทอดกฐิน (แรม 1 ค่ำ เดือน 11 จนถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12>> เทศกาลกฐิน/ เขตทอดกฐิน)

ผ้าบังสกุล = ผ้าที่ชาวบ้านทิ้งตามร้านตลาด กองขยะและที่ป่าช้า นำมาตัดเย็บต่อกันเป็นผืนใหญ่ย้อมด้วยน้ำฝาดเป็นสีเหลืองหม่น ใช้เป็นผ้านุ่ง ผ้าห่มได้

ประเภทของกฐิน: 1) กฐินหลวง (ใช้ผ้าของหลวงเป็นองค์กฐิน ไม่แห่) >>กฐินโดยเสด็จ, กฐินกระราชทาน
                            2) กฐินราษฎร์ >>มหากฐิน (เตรียมนาน), จุลกฐิน (วันเดียวเสร็จ ต้องจองก่อน)


วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 16:08:13

Reply 11


duckLing
1d0aecff-4863-4359-872b-9e0094b80648

เรื่องทำสรุปย่อนี่ต้องให้แอ๊มเลยนะ

:)


วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 17:06:24