Skip Navigation LinksDekTriam.net > กระทู้ 47242 - นามสกุล      Sign in   


Topic 47242


กลัวว่าพี่น้องจะแต่งงานกันเอง
นามสกุล

 

นามสกุล

เรื่องนามสกุลที่ปรากฎเป็นข่าวไม่นานมานี้สองเรื่องคือน้องป๊อบ (คุณอารียา ชุมสาย ซึ่งต้องเปลี่ยนนามสกุลเป็นสิริโสดาไปแล้ว) กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่จะใช้ชื่อสกุลเดิมของตัวต่อไปได้ ทำให้ผมต้องหันมาคิดทบทวนถึงนามสกุลไทย

แล้วก็พบว่า นามสกุลไทยนั้นเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ เพราะแม้ว่าลอกฝรั่งมา (ถ้าอ่านพระบรมราชาธิบายว่าด้วยนามสกุลของ ร.6 ก็จะเห็นได้ว่าลอกฝรั่ง และตั้งใจจะไม่ลอกระบบแซ่ของจีน) แต่แล้วมันก็ถูกกลืนหายไปเป็นไท้ยไทย กลายเป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายได้ด้วยลักษณะเฉพาะของสังคมและวัฒนธรรมไทยเท่านั้น

พูดว่ากลืนหายไปอาจทำให้เข้าใจผิดว่าค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปตามเวลา อันที่จริงผมออกจะสงสัยด้วยซ้ำว่าพระผู้พระราชทานกำเนิดระบบชื่อสกุลไทยนั้น คงมีพระราชดำริที่จะใช้ระบบชื่อสกุลเพื่อตอบปัญหาบางอย่างของสังคมไทยมาแต่ต้น ฉะนั้น ที่ลอกฝรั่งจึงลอกแต่รูปแบบภายนอก ในขณะที่เนื้อหาและจิตใจของระบบเป็นเงื่อนไขที่มีพระราชประสงค์จะสถาปนาไว้ในสังคมไทย

รูปแบบภายนอกของฝรั่งที่ลอกเอามาก็คือ 1) ทุกคนมีชื่อสกุล 2) ชื่อสกุลของพ่อหรือผัวเป็นชื่อสกุลของครอบครัว และ 3) สืบสายสกุลตามสายพ่อ

เรามักเข้าใจว่า การมีนามสกุลใช้ก็ทำให้นาย ก. นาย ข. ซึ่งเป็นคนไทยมี "ชื่อ" ยาวขึ้นอีก เพราะมีนามสกุลกำกับต่อท้ายชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ด้วยเท่านั้น แต่ความจริงแล้วผมคิดว่ามันมีความหมายในทางสังคมมากกว่านั้น

เพราะ "สกุล" ตามความหมายอย่างนี้ไม่เคยมีในสังคมไทยมาก่อน โดยเฉพาะในหมู่สามัญชน เช่น คนไทยไม่เคยมีชื่อสกุล แม้แต่ราชนิกุลก็ไม่มี หมายรู้กันก็โดยชื่อฐานันดรที่ใช้เรียก เช่น "หม่อม", "หม่อมเจ้า" เป็นต้น

ถ้าชื่อสกุลแสดงความสัมพันธ์ทางเครือญาติ วิธีนับความสัมพันธ์ทางเครือญาติของไทยก็นับทั้งสายพ่อและสายแม่ ดูเหมือนสายแม่น่าจะมีความสำคัญยิ่งกว่าด้วย เพราะจำนวนมากของผู้ชายไทยแต่งงานแล้วออกไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายหญิง นอกจากนี้ การนับถือผีของสายโคตรก็ยังสืบทอดผ่านสายแม่

ส่วนการนับสายตระกูลฝ่ายพ่อนั้นคงจะรับมาจากแขก และใช้เฉพาะราชสกุลรวมทั้งคนชั้นสูง (เช่น การนับสายตระกูลบุนนาคอันมีบันทึกพงศาวลีที่เก่าที่สุดก็นับผ่านสายผู้ชาย) แม้กระนั้นยังมีประเพณีในราชสกุลที่ยังนับเอาเชื้อสายฝ่ายหญิง ที่เรียกว่าราชินิกุล ว่าร่วมอยู่ในวงเครือญาติด้วย

ฉะนั้น พ.ร.บ.นามสกุล จึงเป็นการสร้าง "สกุล" แบบใหม่ที่ไม่มีรากฐานในวัฒนธรรมไทยเอาเลย ทำให้คนไทยแตกต่างจากประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านทั่วไปซึ่งไม่ใช้นามสกุล มีหรือไม่มีนามสกุล สังคมไทยก็ยังจะดำเนินไปได้เป็นปรกติเหมือนพม่า, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, กัมพูชา ฯลฯ และอีกหลายสังคมในโลกนี้



ผมจึงไม่คิดว่า การตั้งนามสกุลเป็นการลอกฝรั่งเฉยๆ แต่ผมคิดว่าลอกฝรั่งเพื่อตอบปัญหาบางอย่างของสังคมไทยในขณะนั้น นั่นได้แก่การรักษากลุ่มสถานภาพในสังคมไว้ในยามที่ความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ กำลังถั่งโถมเข้ามากระทบสังคมมากยิ่งขึ้น

นามสกุลไทยนั้นบอกอะไรให้เรารู้ ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ ไม่ใช่แหล่งที่มาของตระกูล ไม่ใช่สังกัดของเผ่าพันธุ์ ฯลฯ

แต่บอกให้รู้ว่าเขานั้น "แค่ไหน"

คือสังกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำของสังคมหรือเป็นเพียงราษฎรธรรมด๊าธรรมดา

ลักษณะที่บ่งบอกสถานภาพทางการเมือง, ทางสังคม และทางเศรษฐกิจ เช่นนี้ปรากฏนับตั้งแต่แรกใช้นามสกุลในประเทศไทย โดยการแบ่งระหว่างนามสกุล "พระราชทาน" และนามสกุลที่นายอำเภอกับหลวงพ่อตั้งขึ้น ในบรรดานามสกุลพระราชทานมีสองกลุ่ม คือกลุ่มเจ้าซึ่งจะใช้พระนามเดิมของพระองค์เจ้าหรือเจ้าฟ้าที่เป็นต้นตระกูล และกลุ่มคนที่มีโอกาสขอพระราชทานนามสกุลขึ้นไปหรือขอประทานนามสกุลจากเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ แทบทั้งหมดของคนกลุ่มนี้คือข้าราชการหรือคนที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชการ เช่น นายบ้านในต่างจังหวัด หรือพ่อค้าพ่อขายในกรุงเทพฯ

และในความเป็นจริงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม คนในกลุ่มนามสกุลพระราชทาน (หรือประทาน) เหล่านี้คือคนที่ประกอบกันขึ้นเป็นชนชั้นนำของไทยในสมัยนั้น ระดับสูงบ้างระดับต่ำบ้าง เป็นกลุ่มสถานภาพสูงในสังคมไทยที่แตกต่างจากสามัญชนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด อ่านนามสกุลปั๊บก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ธรรมดา ในขณะที่อ่านนามสกุลของสามัญชนอื่นๆ แล้ว ก็รู้ได้ทันทีเหมือนกันว่าธรรมดา

พ.ร.บ.นามสกุล จึงออกมาเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่กลุ่มสถานภาพสูง ในช่วงระยะเวลาที่สังคมกำลังถูกเปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งคนแปลกหน้าอื่นๆ อาจจะทะลุทะลวงเข้ามาสู่กลุ่มสถานภาพสูงได้

ผมควรกล่าวด้วยว่า สถานภาพในอุดมคติของสังคมไทยนับตั้งแต่โบราณมานั้นเป็นของพระราชทาน หมายความว่าจะเป็นเจ้าพระยาก็เพราะทรงตั้งให้เป็น (ซ้ำมีกฎหมายบังคับว่าคนอื่นพึงปฏิบัติต่อเขาอย่างไรไว้ด้วย) จะดำรงอยู่ในสถานภาพนี้ได้นานเท่าไรก็แล้วแต่พระราชประสงค์ อาจถอดออกเป็นฝีพายและเรียกชื่อว่า "อ้าย" เมื่อไรก็ได้ แม้แต่กำเนิดก็ไม่เป็นหลักประกันของสถานภาพใดๆ เพราะเจ้าก็อาจถูกถอดได้เหมือนกัน

ฉะนั้น การออก พ.ร.บ.นามสกุล ในแง่นี้จึงเป็นการลดทอนพระราชอำนาจไปในตัว เนื่องจากสถานภาพที่เกิดจากนามสกุลนี้เป็นสิ่งติดตัวที่ไม่อาจถอดถอนได้ กลายเป็นยกให้กำเนิดสูงกว่าพระราชอำนาจ

แต่จะเข้าใจการลดทอนพระราชอำนาจนี้ได้ก็ต้องย้อนกลับไปดูสภาพทางการเมืองและสังคมในช่วงนั้นด้วยว่า แท้จริงแล้ว ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กำลังสั่นคลอน แม้แต่ในปลายรัชกาลที่ 5

ก่อนหน้ากบฏ ร.ศ.130 ก็ตระหนักกันแล้วว่า ระบอบถูกวิพากษ์วิจารณ์หนาหูขึ้น

ฉะนั้น การรับรองสถานภาพของกลุ่มชนชั้นนำให้มั่นคงจึงเป็นการประนีประนอมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์สยามกับกลุ่มคนที่อาจท้าทายคุกคามระบอบได้มากที่สุด

(อย่างเดียวกับการปฏิรูปจักรีของ ร.5 เคยประนีประนอมกับอำนาจของขุนนางในระดับหนึ่งมาแล้ว)

กลุ่มสถานภาพในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ นับจากนั้นมา เช่น กลุ่มพ่อค้าซึ่งแม้ไม่ได้มีนามสกุลพระราชทาน แต่ก็เป็นกลุ่มชนชั้นนำที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเขยิบเข้าไปอยู่ในกลุ่มสถานภาพสูงเช่นเดียวกัน และเป็นที่ยอมรับ แม้กระนั้นนามสกุลก็เป็นตรารับรองสถานภาพสืบมาจนปัจจุบัน

การใช้นามสกุลแบบน้องป๊อบจึงปล่อยไม่ได้ เพราะทำให้เกิดความสับสนในการจัดกลุ่มสถานภาพ



การใช้นามสกุลเป็นตราของกลุ่มสถานภาพนั้นเกิดขึ้นในเงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรมไทย นามสกุลไทยจึงเป็นระบบไทยที่ไม่เหมือนคนอื่น รวมทั้งไม่เหมือนฝรั่งที่เราลอกรูปแบบมาด้วย

"ความเป็นไทย" ของระบบนามสกุลของเราอีกอย่างหนึ่งก็คือ รัฐเข้ามาสร้างและคอยระวังรักษาระบบมาแต่ต้น

ในเมืองไทย เราไปขออนุญาตรัฐใช้นามสกุล ไม่ได้ไปลงทะเบียนนามสกุลของเราไว้กับรัฐ โดยที่รัฐมีอำนาจกำกับควบคุมมิให้นามสกุลซ้ำ (ซึ่งทำได้บ้างไม่ได้บ้าง) กำกับควบคุมให้เป็นนามสกุลที่ไม่มีความหมายหยาบโลน หรือมีพยางค์สั้นไปและยาวไป

ก่อนหน้าที่จะมีรหัสตัวเลขของคอมพิวเตอร์ใช้กัน โดยทฤษฎีแล้วคนไทยทุกคนจึงเป็นปัจเจกบุคคลที่มีชื่อและนามสกุลกำกับของตนเองเฉพาะตัว ภายใต้การจ้องมองของรัฐอย่างกระจ่างใส

ไม่เหมือนฝรั่งนะครับ นายจอร์ช บุช นั้นคงมีหลายร้อยหลายพันในอเมริกา โดยไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลย และอาศัยเพียงแต่ชื่อและนามสกุล เขาไม่มีตัวตนที่รัฐจะจ้องมองได้เลย

นามสกุลไทยจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับความพยายามที่จะควบคุมประชาชนโดยรัฐ ผมรู้สึกเสมอว่าเมื่อ ส.ส. หรือ ส.ว. บางคนวิตกทุกข์ร้อนกับการที่ผู้หญิงจะใช้นามสกุลตัวเองนั้น ลึกลงไปจริงๆ เขาวิตกกับการที่พลเมืองมีสิทธิ "เลือก" นามสกุลของตัวได้ โดยอยู่นอกการควบคุมของรัฐ

ยิ่งถ้าให้ลูกเลือกใช้นามสกุลพ่อหรือแม่ก็ได้ ก็ยิ่งจะสั่นคลอนอำนาจรัฐขึ้นไปใหญ่

ที่กลัวว่าพี่น้องจะแต่งงานกันเองนั้น นับเป็นจินตนาการที่หวือหวาเกินกว่าจะเชื่อได้ว่ายังพูดกันอยู่บนเหตุผลความเป็นจริง




วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 เวลา 12:09:00
 
Reply 1


แน้ตสวย
77c641bf-e427-4395-a7fa-9b0d7732d71a

 อื้มม ณ

 




วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 เวลา 10:48:00