Skip Navigation LinksDekTriam.net > กระทู้ 47720 - สรุปชีวะม.5(ก็อบของโพดิจี้มาอ่ะ)      Sign in   


Topic 47720


Icecold
สรุปชีวะม.5(ก็อบของโพดิจี้มาอ่ะ)

 

เซลล์พืชมีความแตกต่างจากเซลล์สัตว์หลายอย่าง

อย่างแรง เซลล์พืชมีcell wall เซลล์สัตว์ไม่มี

เยื่อหุ้มของsap vacuole ในเซลล์ของพืช เรียกว่า tonoplast

การที่เซลล์หลายๆเซลล์มารวมกลุ่มกันเรียกว่า เนื้อเยื่อ tissue

ซึ่ง เนื้อเยื่อของพืชนั้นก็แบ่งได้เป็น 2 อย่างคือ

1. meristermatic tissue เนื้อเยื่อเจริญ

2. permanent tissue เนื้อเยื่อถาวร

ว่าด้วยเรื่อง meristermatic tissue ก่อน

ลักษณะเด่น ของเนื้อเยื่อชนิดนี้ก็คือ

1. มีการแบ่งตัวแบบ mitosis ตลอดเวลา

2. มีนิวเคลียสใหญ่ เวคิวโอลเล็ก ไซโทพลาสซึมเข้มข้น

3. เซลล์มีขนาดเล็กเพราะมีการแบ่งตัวอยู่เสมอ

4. ผนังเซลล์เป็น primary cell wall ไม่มีสารอื่นมาสะสม

meristermatic tissue นี้ มีอยู่ 3ประเภทด้วยกันคือ

1. apical meristem เนื้อเยื่อเจริญปลายยอดปลายราก พบบริเวณปลายยอดปลากรากของพืชอะแหละ ทำให้ พืชมีการเพิ่มความสูง เป็นการเจริญเติบโตขึ้น ปฐมภูมิ(primary growth)

2. intercalary meristem เป็นเนื้อเยื่อเจริญระหว่างปล้อง เหนือข้อ

พบมากในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ในพืชตระกูลหญ้า ไผ่ อ้อย ข้าวโพด

พืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่พบ เนื้อเยื่อชนิดนี้น้อย คือ พวกตระกูล ตาล มะพร้าว

(ดูลักษณะความแตกต่างก็คือ พวกไผ่ข้อปล้องแม่งจะยาว ส่วนพืชตระกูลตาล มันจะยึดมันความมั่นคงฉะนั้นข้อปล้องมันจะไม่ยาวมาก ความสูงน้อยๆ

พวกที่มีเนื้อเยื่อชนิดนี้มากๆจะมีความสูงมาก พวกพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีเนื้อเยื่อชนิดนี้น้อย ข้อปล้องจะชิดกัน

ต่อมา พืชใบเลี้ยงคู่ที่พบเนื้อเยื่อชนิดนี้แบบติ้ดส์ๆ ได้แก่ สัก เต็ง รัง

ส่วนพืชใบเลี้ยงคู่ที่มันมีเนื้อเยื่อชนิดนี้มากก็ได้แค่ ตำลึง มะระ ตระกูลแตง แตงกวา ฟัก แฟง

* เพราะฉะนั้น intercalary meristem พบทั้งพืชใบเลี้ยงคู่และใบเลี้ยงเดี่ยวนะ อย่าสับสน ทำให้ต้นไม้เพิ่มความสูง

ต่อมา ก็คือ เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง หรืออีกชื่อนึงก็คือ lateral meristem ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันเจริญด้านข้าง มันจึงเป็นเนื้อเยื่อที่ทำให้ต้นพืชมีการเจริญออกทางด้านข้าง เรียกว่า การเจริญเติบโตขั้นทุติยภูมิ(secondary growth)

และทีนี้อีเนื้อเยื่อชนิดนี้ มันก็ยังแบ่งเป็น 2 ชนิดอีกก็คือ

1. vascular cambium

2. cork cambuim

วาสคิวลาร์แคมเบียม เป็นเนื้อเยื่อเจริญที่พบ เฉพาะ * รากและลำต้น ของพืชใบเลี้ยงคู่เท่านั้น*

เป็นเนื้อเยื่อเจริญที่แบ่งตัวสร้างมัดท่อลำเลียงซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

อีกอันนึงก็คือ คอร์กแคมเบียม เป็นเนื้อเยื่อเจริด้านข้างที่แทรกอยู่ในชั้น cortex ค่อนไปทาง epidermis

เนื้อเยื่อเจริญชนิดนี้ถูกเรียกว่า secondary meristem เพราะว่าเดิมเนื้อเยื่อเจริญชนิดนี้เป็น เนื่อเยื่อถาวร แล้วกลับมาแบ่งตัวได้อีก

(เปลี่ยนแปลงมาจาก พาเรงไคมา)

อย่าสับสนระหว่าง secondary growth กะ secondary meristem นา

อะ ทีนี้ ชั้นคอร์กแคมเบียมก็จะแบ่งตัวสร้างชั้นคอร์ก

ซึ่งเมื่อพืชที่มีคอร์กแคมเบียม เมื่ออายุมากขึ้นเนื่อ คอร์กแคมเบียมก็จะแบ่งตัวสร้างคอร์กดันออกไปจน อีพิเดอร์มิสหลุดออกไปแม่งเลย

อย่าลืมนะ lateral meristem ไม่ได้หมายความเฉพาะ วาสคิลลาร์แคมเบียมที่แบ่งตัวสร้างท่อลำเลียงอย่างเดียว ยังหมายความรวมถึงคอร์กแคมเบียมด้วย

เพราะ lateral meristem มีความหมายคือ เนื้อเยื่อเจริญ ด้านข้าง

อะทีนี้ vascular cambuim จะพบได้เฉพาะในพืชใบเลี้ยงคู่เท่านั้น

แต่ cork cambuim จะสามารถพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวได้เช่นกัน

จะพบในพืชทั้ง 6 ชนิดนี้ตอนมีอายุมากขึ้นคือ

1. หมากผู้หมากเมีย

2. จันทร์ผา

3. จันทร์แดง

4. ว่านหางจระเข้

5. ป่านศรนารายณ์

6. เข็มกุดั่น

ในต้นพืชพวกนี้จึงเกิด secondary growth ด้วยเช่นกัน






วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 เวลา 21:32:00
 
Reply 1


P[ro]digy+Icecold
77c641bf-e427-4395-a7fa-9b0d7732d71a

เรื่องของ permanent tissue
ซึ่งมีลักษณะเด่นดังนี้คือ(สังเกตลักษณะจะตรงข้ามกับ เนื้อเยื่อเจริญ)
1. เซลล์มักไม่แบ่งแบบ mitosis แล้ว
2. cell  ขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มมี  secondary cell wall และเริ่มมีสารอื่นมาพอก
3. มี air space มากขึ้น และมีช่องว่างระหว่างเซลล์มากขึ้น(อันนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อเยื่อด้วยนะ)
4. cell มี nucleus เล็ก แวคิวโอลใหญ่ และไซโทพลาสซึมเจือจางลงอยู่ตรง ขอบๆ cell
อะ แล้วมันก็แบ่งเป็น 2 พวก ก็คือ
1. simple permanent tissue
2. complex permanent tissue
ก็คือเนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยวและเนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อนนั่นเอง
เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยวมันก็จะมีดังนี้
1. epidermis เป็นเซลล์ที่อยู่ชั้นนอกสุดของพืช มี cell wall หน้า มักมีสารอื่นมากพอกคือ คิวติน ชั้นคิวตินที่พอก epidermis ก็คือ cuticle เซลล์เรียงชิดกันแน่นไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์
epidermis เซลล์เป็นเซลล์ใสนะ ไม่มี cholroplast ยกเว้นเซลล์ที่เปลี่ยนไปเป็น guard cell
2. parenchyma มักมีรูปร่างกลมๆหรือหลายเหลี่ยม
- ผนังเซลล์มีความหนาสม่ำเสมอกัน
- ถ้าบางเซลล์สร้าง cholroplast ได้ จะเรยกว่า chlorenchema
(เราพิมพ์ คอลโรพลาสต์ผิดอะช่วงแรกๆมันต้องchloroplast นะ)
- มีหน้าที่ช่วยลำเลียงทางด้าน้ข้าง
- chloroplast ช่วยพืชในการสังเคราะห์แสงได้
- บางกลุ่มก็ทำหน้าที่สะสมอาหารจึงมี แวคิวโอลใหญ่
* เป็นกลุ่มเซลล์ที่พบมากสุดในพืช*
3. collenchyma เป็นเซลล์ที่มีความหนาบางของผนังเซลล์ไม่เท่ากัน เซลล์เรียงชิดติดกันมาก
- เป็นพวกแรกที่สร้างความแข็งแรงให้กับต้นพืช
- พบอยู่ใต้ epidermis มา 2-3 ชั้น
- มักพบตามก้านใบ ขอบใบ เส้นกลางใบ และ คอร์เทกซ์ของไม้ล้มลุก
4. sclerenchyma  เป็น cell ที่ตายแล้ว จะเหลือแต่ cell wall ไว้
-  มี cell wall หนามาก มีสารจำพวกลิกนินมาพอก
มี 2 แบบ(ความจริงมีหลายแบบอะแต่เค้าให้เรียนแค่ 2 แบบ)
- fiber เป็นเซลล์ที่มีรูปร่างยาวววววววสาด เป็นเส้นใยเรยเพ่ เคยกินเม็ดมะม่วงแล้วมีเส้นๆปะ ก็อีนี่แหระ *เหนียว* ชิบ
- scleried เป็นเซลล์ที่คล้าย fiber แต่เน้น แข็ง แล้วก็สั้นกว่า เช่น เปลือกไม้แห้ง
เปลือกต้นไม้ เนื้อผลไม้สากๆก้อช่าย
5. endodermis มันอยู่ถัดจากชั้น cortex เข้ามา มีอยู่สองส่วนคือ
passage cell เป็นบริเวณที่ให้น้ำผ่านได้
casparian strip มักจะมีสารพวก ลิกนิน ซูเบอรินมาพอกทำให้น้ำผ่านไม่ได้
6. cork มานเกิดจากการที่ cork cambium แบ่งเซลล์ ทำให้เกิดการเจริญเติบโตขั้นที่สอง ผนังเซลล์จะมีสารซูเบอรินมาพวก (suberin) มานเป็นสารจำพวกขี้ผึ้ง(wax) อะ ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำของพืชด้าย
และ ก็มาถึงเนื้อเยื่อถาวรชนิดที่สองคือ complex permanent tissue!!
มีอยู่ สอง อัน คือ xylem และ phloem
1. xylem เรียนมาตั้งแต่ประถมว่ามันคือ ท่อลำเลียงน้ำ ประกอบด้วย เนื้อเยื่อถาวร 4 กลุ่มคือ
1.tracheid ปลายเซลล์มันจะแคบๆ มีลักษณะเป็นรูปกระสวยอะ ยาวๆเรียว พบในพืช ดิวิชั่น 2- 8
2. vessel member เป็นเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำอีกเหมือนกัน แต่จะพบในพืชมีดอกเท่านั้น(ดิวิชั่น 8) เพราะฉะนั้นพืชทุกชนิดที่ไม่ใช่พืชมีดอกจะไม่มี vessel
ได้แค่พวก สนทั้งหลายแหล่ (เพราะมันอยู่ดิวิชั่น คลอนิเฟอรา)
ยกเว้น * สนทะเล สนประดิพัทธ์* เป็นพืชดอกกกกกก
3. xylem fiber เป็นเซลล์ประเถท sclerenchyma ฉะนั้นมันก็ตายแล้ว ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ต้นพืช
4. xylem parenchyma เป็นเนื้อเยื่อที่เอาไว้สะสมอาหาร และช่วงลำเลียงด้านข้าง เรียกอีกอย่างว่า xylem ray
มีเซลล์ที่มีชีวิตอยู่เพียงกลุ่มเดียวคือ xylem parenchyma
เนื้อเยื่อถาวรแบบกลุ่มก็มีอีกแบบคือ phloem
1. seive tube member เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่หลักในการลำเลียง เพื่อต้องการให้มีพื้นที่ในการ
ลำเลียงได้มากจึงไม่มี นิวเคลียส (ก็เหมือนกันการที่เม็ดเลือดแดงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่มีนิวเคลียส ก็น่านน่ะแหละ)
อ่า และ อีเซลล์พวกนี้นะ มีลักษณะเป็นทรงกระบอกยาว ที่ปลายผนังเซลลืทั้งสองด้นมีลักษณะเป็นตระแกรง เรียกว่า sieve plate
2. companian cel เป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียส นิวเคลียสของอีนี่ก็ช่วยสั่งการให้อีซิฟทิวบ์เมมเบรนทำงานได้
3. phloem paranchyma
4. phloem fiber หน้าทีเหมือนกัน xylem

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 เวลา 21:34:00

Reply 2


P[ro]diGy
77c641bf-e427-4395-a7fa-9b0d7732d71a

น ะ ส์   เ ห อ ๆ

มั น เ ป น พ า ส า พู ด ห น่ อ ย น ะ เ ว้   เ พ ร า ะ นี่ เ พื่ อ น เ ร า พิ ม ม า ใ ห้ อี ก ที

( ( เ ร า ก้ อ   ก๊ อ ป   แ ป ะ ๆ   จ า ก m s n แ ห ล ะ ) )


p [ r o ] d i g y  อ ย า ก ต า ย ! !

ต ก เ ล ข ก ะ เ ค มี โ ว้ ย   ว๊ า ก กั่ ก ๆ ๆ   หึ หึ ฮ่ ะ ๆ ๆ  


วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 เวลา 21:39:00

Reply 3


I-[JiT]-Puin
77c641bf-e427-4395-a7fa-9b0d7732d71a

ขอบคุณนะคร้าบบบบบบบ


ขอให้ได้เกรด4 เลยแล้วกันนะ   (เราอ่ะ)


วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 เวลา 21:46:00

Reply 4


PeEt
77c641bf-e427-4395-a7fa-9b0d7732d71a

สรุปได้ดีนะจ้ะ   ขอให้ได้เกรด     4

. . . . . . . . . . . . . . . .  . . . . . ตัวเบ่อเร่อเลยอะ


วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 เวลา 20:14:00