เว็บแนะนำการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สำหรับ กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เน้น ภาษา-ญี่ปุ่น

おはようございます、こんにちは、こんばんは。
Ohayougozaimasu, Konnichiwa, Konbanwa.

ก่อนอื่น ขอทักทายน้องๆ ทุกคน ที่เข้ามาสู่เพจนี้ ด้วยภาษาญี่ปุ่น ภาษาที่น้อง ปรารถนาจะ ใช้ชีวิตกับมันไป อย่างน้อย ก็อีกตลอด 3 ปี ณ รั้วเตรียมอุดมศึกษาแห่งนี้ ฮ่าๆๆ

แน่นอนว่า น้องๆ ทุกคนที่เข้ามาในเพจแห่งนี้ ย่อมที่จะต้องการรู้ หรือ ทราบรายละเอียด ที่ เกี่ยวกับแผนการเรียน "ภาษา-ญี่ปุ่น" แห่งนี้ พี่ ๆ ทุกคน มีข้อมูล มานำเสนอน้องอย่างครบครัน ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญน้องๆ เข้าสู่โลกแห่ง ศิลป์ญี่ปุ่น หรือ ชื่ออย่างเป็นทางการ "ภาษา-ญี่ปุ่น" แห่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้ ณ บัดนี้ครับ.....

คลิกที่ไอคอน ที่น้องต้องการหาข้อมูลได้เลยครับ

เริ่มนับสถิติ ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552
มีผู้เข้าชมจำนวนทั้งสิ้น


Chamber Secrets Canvas keepsake

ปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552

bg

 

กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เน้น ภาษา-ญี่ปุ่น คือ ชื่ออย่างเป็นทางการของแผนการเรียน
ที่เรียกกันว่า ศิลป์-ญี่ปุ่น หรือ ศิลป์-ญี่ สำหรับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จัดตั้งขึ้นเมื่อปี
พ.ศ.2543 ปัจจุบัน (พ.ศ.2551) นักเรียนที่ศึกษาอยู่ในแผนการเรียนนี้ เป็นนักเรียนรุ่นที่ 9
และ ถ้าหากน้องๆ สามารถสอบคัดเลือกเข้ามาที่ศิลป์-ญี่ปุ่นได้ล่ะก็ แน่นอน น้องๆ ก็จะเป็นน้องรุ่น 10
ของพวกพี่ทุกคน ตั้งแต่รุ่นหนึ่งเลย!! สายเรา ค่อนข้างอบอุ่นนะ ในระดับดีเลย เพราะว่า
ศิลป์-ญี่ปุ่น มีกันแค่สองห้องเอง โดยปัจจุบัน ศิลป์-ญี่ปุ่น ชั้น ม.4 และ ม.5 เรียนที่ตึก 55 ปี,
และ ม.6 เรียนที่ตึก 2 ถ้าหากน้องๆ ได้ใกล้ชิดกับรุ่นพี่ น้องก็จะรู้เลยว่า
รุ่นพี่เองก็น่ารัก (55+) และเป็นห่วงน้องๆ ทุกคนอยู่เสมอ

บุคลากรสำคัญที่สุด สำหรับแผนการเรียน ภาษา-ญี่ปุ่น ก็คือ อาจารย์ที่สอนภาษา-ญี่ปุ่น
ทั้งสามท่านได้แก่ อาจารย์ภารดี อึงขจรกุล อาจารย์สุพัตรศรี เจียวท่าไม้ และ อาจารย์ศิริพร พันธุ์ด
โดยอาจารย์แต่ละท่าน น้องๆ สามารถคุยกับอาจารย์เป็นภาษา-ญี่ปุ่นได้เสมอ (ถ้าน้องเซลฟ์พอนะ)
สำหรับชั้น ม.4 น้องๆ จะได้เรียนกับ ภารดีเซนเซ ซึ่งจะเป็นการเรียนอย่าง มันส์ และ ฮา มากๆ
สำหรับ ม.5 น้องจะได้เรียนกับ อ.สุพัตรศรี อาจารย์หัวหน้าตึก 55 ปี !! และ สำหรับชั้น ม.6 ในวิชาภาษาญี่ปุ่น อ่าน-เขียน
(reading ภาษาญี่ปุ่นอ่ะครับ) น้องจะได้เรียนกับ ศิริพรเซนเซ แน่นอน!! ส่วนการเรียนการสอนอื่นๆ จะบอกต่อๆ ไป

อ่อ อีกท่านหนึ่ง ก็คือ อาจารย์ชาวญี่ปุ่น ที่จะสอน speaking น้องๆ (การพูดนั่นแหละ) ก็คือ อาจารย์นารุโมโตะ โยโกะ
ท่านเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาภาษาญี่ปุ่น ในด้านการพูด การฟัง การเขียน และ คันจิศึกษา ให้กับน้องๆ ตั้งแต่เข้าไปอาทิตย์แรกๆ เลย
ดังนั้น การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ดี ในห้องตั้งแต่ ม.4 ไปเรื่อยๆ จนน้องจบ นั้นนับว่ามีความสำคัญยิ่ง ขอให้ตั้งใจเรียน
และจับหลัก ที่เซนเซ ทั้ง 4 ท่านได้ให้น้อง ๆ ไว้ ให้ดีนะครับ

ห้องที่สำคัญที่สุด ของแผนการเรียนภาษา-ญี่ปุ่นก็คือ ห้องญี่ปุ่น อืม... จะให้เป็นห้องไหนได้ล่ะจริงมั้ย?? ถ้าห้องมาเลเซีย ก็คือ เป็นสายศิลป์-มาเลเซีย แน่นอน (แหม่ แอบแป้กครั้งที่ i) ชื่อเป็นทางการของห้องดังกล่าวคือ “ห้องปฏิบัติการภาษาญี่ปุ่น” ชื่อดูหรู อ้ะ แน่นอน แต่ลบภาพห้อง sound lab ไปได้เลย เพราะ เป็นห้องเรียนธรรมดานั่นแหละครับ เพียงแต่ จะมีอุปกรณ์อื่นๆ ค่อนข้างพร้อมกว่า เช่น วิทยุเทป-ซีดี (ราจิกาเซะ) โทรทัศน์ (เตเรบิ) วีดีทัศน์ (บิเดโอ) เดี๋ยวนี้มีดีวีดี (เดะบิเดะ) อืม... ก็ ทั่วๆ ไปแหละครับ แอบสอนภาษาญี่ปุ่นด้วย แล้วห้องนี้ ก็จะมีของเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นทั้งหลาย ที่รุ่นพี่รุ่นก่อนๆ และชมรมภาษา-ญี่ปุ่น ได้จัดทำไว้มากมาย ซึ่งแสดงเอกลักษณ์ต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น เช่น การละเล่น การพับกระดาษหรือโอริงามิ เป็นต้นครับ ซึ่งใช้ในกิจกรรมทั่วๆ ไปของสายเรา และ การเรียนการสอนในบางคาบ ของวิชาภาษาญี่ปุ่น

back to the top

 

โดยปกติ การสอบเข้า แผนการเรียน ภาษา-ญี่ปุ่น นั้น จะแบ่งการสอบ เป็น 2 ฉบับคือ
ฉบับที่ 1 : ภาษาไทย 25 ข้อ - สังคม 25 ข้อ และ ภาษาอังกฤษ 50 ข้อ
ฉบับที่ 2 : ภาษาไทย 50 ข้อ และ ภาษาอังกฤษ 50 ข้อ
นั่นหมายความว่า มีจำนวนข้อสอบ ภาษาอังกฤษ มากที่สุดคือ 100 ข้อ รองลงมา คือ ภาษาไทย 75 ข้อ และ สังคม 25 ข้อ
การแนะนำการอ่าน ในช่วงระยะเวลาประมาณ 1 เดือนก่อนสอบนี้ แนะนำเป็นอย่างยิ่ง คือ

  • สำหรับวิชา ภาษาอังกฤษ ในส่วนฉบับที่ 1 จะเน้นไวยากรณ์ แกรมม่า และศัพท์ เป็นอย่างมาก และฉบับที่ 2 จะเป็น Reading เสียส่วนมาก ซึ่ง วิธีที่ดีที่สุด คือ การนำแนวข้อสอบเก่าๆ มาทำ เพื่อให้รู้ทางว่าควรทำอย่างไร แม้กระทั่งข้อสอบเอนทรานซ์ ก็สามารถนำมาทำ เพื่อทดลองเป็นแนวทางได้เช่นกัน ในส่วนข้อสอบ ที่น้องๆ กลัวมากที่สุด ก็คงเป็น Error Check แนะนำว่า ให้ดู part of speech และ function ของแต่ลคำ หรือ ของแต่ละไวยากรณ์มาให้ดี ก็จะช่วยน้องได้มากเลยทีเดียว นอกจากนี้ ข้อสอบที่น่ากลัวไม่แพ้กันก็คือ Cloze Test โปรดระมัดระวังและรอบคอบในการทำ ให้มากถึงมากที่สุดนะครับ
  • วิชาภาษาไทย เน้น ไวยากรณ์ และทักษะการอ่านจับใจความ มากกว่าวรรณคดี (เพราะเท่าที่รู้แนวข้อสอบมา วรรณคดี ออกเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ถ้าจะออก ก็จะออกแต่เรื่องสำคัญๆ เช่น ขุนช้างขุนแผน รามเกียรติ์ เป็นต้น) แนะนำการทำข้อสอบเก่าเช่นกัน
  • สังคมศึกษา เป็นวิชาที่ออกกว้างที่สุด ซึ่งมีทั้งที่เป็นความรู้รอบตัว และความรู้ในตำรา ขอให้น้องๆ ทบทวนไปเรื่อยๆ ดีกว่า และข้อสอบเก่า ก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด สำหรับการเตรียมตัวสอบวิชาสังคม เพราะด้วยการที่คำถาม ถามออกกว้าง และ สามารถนำเรื่องใดมาถามก็ได้ จึงขอให้น้องศึกษาข่าว และเหตุการณ์ในรอบปี จับประเด็นสำคัญ และนำมาเปรียบเทียบกับความรู้ในวิชาสังคมให้ดี
  • ภาษาญี่ปุ่น ยังไม่มีสอบนะครับ ไม่ต้องกังวล
    (เพราะน้องบางคนชอบถามเหลือเกิน ว่าสอบภาษาญี่ปุ่นหรือไม่ - -)

back to the top

 

เนื่องจากเป็นแผนกศิลป์ ดังนั้น วิชาส่วนมากก็จะเป็นทางภาษา (ไม่เกี่ยวกับศิลปะนะ) โดยเราจะเรียน ภาษาญี่ปุ่น 3 หน่วยกิต และภาษาอังกฤษ 3 หน่วยกิต โดยภาษาอังกฤษแบ่งเป็น ภาษาอังกฤษหลัก 3 คาบ ภาษาอังกฤษอ่าน-เขียน (รีดดิ้ง) 2 คาบ และ ภาษาอังกฤษฟัง-พูด 1 คาบ ส่วน ม.6 ภาษาญี่ปุ่น จะเรียน 6 คาบ แต่จะแบ่งเป็น ภาษาญี่ปุ่นหลัก 4 คาบ และ อ่านเขียน อีก 2 คาบ ครับ ส่วนรายวิชาอื่นๆ ก็จะมี

  • วิทยาศาสตร์ ม.4-ม.5 เรียนสัปดาห์ละ 2 คาบ จะเรียนทั้งฟิสิกส์ เคมี และชีวะ แต่ไม่โหดหรอกครับ พื้นๆ มากกว่า (แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่แปลก อ้าว...) เพราะเป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐาน สำหรับการสอบ o-net ^^ และชั้น ม.6 จะมีเพิ่มสาระ "โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ" เพิ่มขึ้นมาด้วย เป็นวิชาที่มันส์มาก สำหรับเด็กสายศิลป์ทุกๆ คน สรุปว่า ตั้งแต่ ม.4-6 เนี่ย เราก็ยังทิ้งวิทย์ไม่ได้นะครับ... ตั้งใจเรียนดีๆ เพราะอย่างน้อย มันก็จะเป็นความรู้ ประดับบารมีเราเอาไว้ จริงๆ นะ
  • คณิตศาสตร์ ม.4-ม.5 เรียนสัปดาห์ละคาบ แต่เนื้อหาก็จะแน่นมาก แต่ไม่ต้องห่วงครับ มันเป็นเพียงแค่พื้นฐาน (อีกแล้ว) แต่พื้นก็พื้นเหอะ มันก็ยากสำหรับเด็กศิลป์อยู่ดี -*- พอขึ้น ม.6 ก็จะเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 2 คาบ ก็ค่อยสบายขึ้นมาตั้งนิดนึง
    เนื้อหา คณิตศาสตร์ ม.4 เทอมที่ 1 : เซต และ เทอมที่ 2 : การให้เหตุผล ความสัมพันธ์และฟังก์ชั่น
    เนื้อหา คณิตศาสตร์ ม.5 เทอมที่ 1 : เลขยกกำลัง และ ตรีโกณมิติ และ เทอมที่ 2 : ลำดับและอนุกรม
    เนื้อหา คณิตศาสตร์ ม.6 เทอมที่ 1 : ความน่าจะเป็น และ เทอมที่ 2 : สถิติ
  • วิชาเสริมของสาระภาษาไทย สำหรับ ม.4 จะเป็นวิชา ประวัติวรรณคดี เรียนเกี่ยวกับประวัติวรรณคดีทั่วๆ ไปครับ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว สนุกเหมือนกันครับ แต่อาจจะเหนื่อยหน่อย สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่าน และ สำหรับ ม.5 นั่นคือ รายวิชา วรรณคดีมรดก เป็นรายวิชา ที่ศึกษาเกี่ยวกับวรรณคดี เรื่องต่างๆ ซึ่งเทอมๆ นึง จะเรียนไม่กี่เรื่อง แต่จะเจาะลึกที่เนื้อหา และรายละเอียดอย่างมาก ซึ่งน้องๆ ต้องพยายาม ในการจับใจความสำคัญของเรื่อง และรู้ว่า คุณค่าทางวรรณศิลป์ของวรรณคดีแต่ละเรื่อง คืออะไร แล้วมีอิทธิพล หรือ ให้ข้อคิด อย่างไร ต่อตัวน้องเอง และสังคมไทยบ้าง และ ในชั้นโตสุด ม.6 น้องจะได้เรียนวิชา 2 วิชา คือ หลักภาษา เป็นการเจาะลึกไวยากรณ์ในภาษาไทย และอีกวิชา คือ การเขียน ซึ่ง พี่อยากให้น้องมาสัมผัสเองในระดับชั้น ม.6 หุหุหุ
  • วิชาของหมวดสังคม แน่นอนว่า เราคงไม่สามารถหลีกหนีจากวิชาที่เป็นตัวหล่อหลอม ให้น้องรู้จักหน้าที่ของมนุษยชาติ อย่าง สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ได้อย่างแน่นอน ซึ่งรายละเอียดของแต่ละเทอม ที่จะเรียน ก็มีดังต่อไปนี้
    ม.4 เทอม 1 : มนุษย์กับศาสนา และ รัฐศาสตร์ (+ พระพุทธศาสนา 1)
    ม.4 เทอม 2 : นิติศาสตร์ มนุษย์กับกฎหมายในชีวิตประจำวัน (+ พระุพุทธศาสนา 2)
    ม.5 เทอม 1 : ภูมิศาสตร์ (+ พระพุทธศาสนา 3) และ ภูมิศาสตร์เพื่อการท่องเที่ยว อีกหนึ่งวิชา
    ม.5 เทอม 2 : เศรษฐศาสตร์ (+ พระพุทธศาสนา 4)
    ม.6 เทอม 1 และ 2 : ประวัติศาสตร์ชาติไทย และ ประวัติศาสตร์สากล

สำหรับ ม.4 ภาคเรียนแรก วิชาที่แปลกๆ สำหรับน้องก็จะมี

  • คอมพิวเตอร์ (ไม่แปลกเท่าไหร่นะ)
  • พรรณพืชกับคุณภาพชีวิต น้องก็จะเรียนเกี่ยวกับพืชพรรณธรรมชาติโดยทั่วๆ ไปน่ะครับ และเกี่ยวกับสวนพฤกษศาสตร์ สนุกดีนะ
  • ดนตรี น้องก็ต้องเจอทั้งดนตรีไทย และดนตรีสากล ส่วนมากก็สนุกๆ อีกนั่นแหละครับ ดนตรีไทย น้องก็จะลงมือบรรเลง ระนาด หรือ ฆ้องวงด้วยตนเองเลย ไม่ต้องห่วง อาจารย์ท่านจะสอนพื้นฐานให้ก่อนครับ ดนตรีสากล ก็ไม่มีอะไรครับ ไม่ต้องลงมือเล่นเครื่องดนตรี แต่ก็จะเน้นการแสดงออกในความสามารถด้านดนตรีมากกว่าครับ
  • รายวิชาอื่นๆ เช่น ภาษาไทย สังคม พระพุทธฯ สุขศึกษา ก็ไม่มีอะไรแนะนำแฮะ = =
  • สารนิเทศ ห้องสมุด!! น้องจะได้เรียนวิธีการทำรายงาน และอะไรที่เกี่ยวกับห้องสมุดแน่นอน และน้องจะรู้ว่า รายงานหนึ่งเล่ม มีอะไรที่น่ารู้อีกเยอ...

ม.4 ภาคเรียนที่ 2 รายวิชาที่เพิ่มเติมมา ก็จะมีดังนี้

  • ออกแบบเทคโนโลยี ก็คือคอมพิวเตอร์แหละครับ แต่น้องจะมีต่อวงจรไฟฟ้า ออกแบบสามมิติโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวหลักครับ
  • ศิลปะ วาดรูปครับ วาดรูป!! เส้น สี และโปสเตอร์ สนุกเหมือนกัน แต่อาจจะงานเยอะหน่อย
  • การดูแลสุขภาพวัยรุ่น (หรือ สาธารณสุข หรือ สาธาฯ) ก็จะเรียนเกี่ยวกับ วัยรุ่นทั่วๆ ไป การใช้ยา สารเสพติด เพศศึกษาในวัยรุ่น และเรื่องเอดส์ มีการเรียนการกู้ชีพ cpr ด้วยนะ อ้อ มีการล้างแผลด้วย น้องๆ จะต้องเจาะเลือดกัน ให้เลือดไหลพุ่งปรี๊ด เลือดสาดกระจาย แล้วค่อยเอาแอลกอฮอล์ 95% มาจิ้มที่แผล แล้วแผลก็จะลุกเป็นไฟ ฮ่าๆๆๆ (อนึ่ง ล้อเล่น จริงๆ แค่สมมติว่าล้างแผลแค่นั้นเอง) เป็นวิชาที่สนุก และน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์ใจดีมากๆ ด้วยล่ะ ><

ม.5 ภาคเรียนที่ 1 รายวิชาแปลกๆที่โผล่มา ก็มี...

  • ภูมิศาสตร์เพื่อการท่องเที่ยว อืม... ประหนึ่งว่าจะเป็นไกด์ หรือแฟนพันธุ์แท้การท่องเที่ยวเลยทีเดียว
  • พื้นฐานการดำรงชีวิต เป็นวิชาที่ว่าด้วยพื้นฐาน "การดำรงชีวิต" นั่นแหละ เรียนเกี่ยวกับเรื่องทั่วๆ ไป ว่า เราควรจะใช้ชีวิตอย่างไร และ การประดิษฐ์ประดอย สิ่งต่างๆ ให้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา คิดซะว่า น้องได้กลับมาเรียน กพอ. อีกครั้งนึงละกัน
  • คอมพิวเตอร์ประยุกต์ อีกแล้ว... (นี่ก็เรียนเกี่ยวกับโปรแกรมโดยทั่ว ๆ ไป แต่ว่า เน้นที่ การทำเว็บไซต์ ครับ)

ม.5 ภาคเรียนที่ 2 การผลิตและการบริหารจัดการ ปลูกผัก เลี้ยงปลา และรู้จักการทำโครงงานอย่างมีระบบ 55+

ม.6 ทั้งสองภาคเรียน สารนิเทศ 2-3 มันกลับมาแล้วครับ มาพร้อมกับ การทำรายงาน ที่ "โหด มันส์ ฮา" มากกว่าเดิม หุหุ

วิชาพละ และ สุขศึกษา กีฬาที่เรียนใน รร.เตรียม ช่วง
ม.4 ก็คือ บาสเกตบอล และ แอโรบิก ครับ
ม.5 ก็จะมี วอลเลย์บอล และ เทนนิส
ส่วน ม.6 จะเป็นลีลาศ และ แบดมินตัน

ต่อไปคือ ประเด็นสำคัญ

สำหรับน้องๆ ที่คิดว่าจะซิ่วมายัง แผนการเรียน ภาษา-ญี่ปุ่น เชื่อว่าน้องหลายคนคงไม่รู้จัก
ว่าซิ่วคืออะไร ซิ่วก็คือ การที่น้องมาเรียนซ้ำ ม.4 อีกปีน่ะครับ อย่างเช่นพี่เองเป็นต้น
เพราะพี่ก็เคยเรียนสายวิทย์ที่ ร.ร.เก่า มาก่อน แล้วก็ย้ายมาศิลป์-ญี่ปุ่น ที่นี่นั่นเอง
ส่วนมาก คนที่จะซิ่วมาในสายญี่ปุ่นเรา ก็จะเป็นผู้ชายแฮะ เกือบทุกรุ่นเลย
เพราะเท่าที่รู้มา ผู้หญิงที่ซิ่วส่วนมากจะอยู่สายอื่นมากกว่าครับ

สำหรับเด็กซิ่ว น้องก็ไม่ต้องกลัว เพราะเด็กซิ่ว ก็เหมือนนักเรียนธรรมดานี่แหละครับ
อาจจะเคอะๆ เขินๆ บ้าง แต่จริงๆ ก็ไม่มีไรหรอก อาจจะโดนแซวว่าแก่ไรบ้างเล็กน้อย 55+ ไม่ต้องคิดมาก
ถามว่าคุ้มมั้ย คุ้มครับ!!


แล้วน้องๆ ที่เรียน ร.ด.อยู่ ก็ไม่ต้องกลัว เพราะน้องๆ สามารถทำเรื่อง ดรอป การเรียน ร.ด. ไป 1 ปี
โดยไม่มีปัญหาใดๆ โดยให้ฟังประกาศ “จากงานวิชาทหาร” อีกที

back to the top

 

เมื่อเข้ามาแล้ว น้องจะรู้ว่า สายเรา เป็นสายแห่งนักกิจกรรมโรงเรียน คงยังไม่พูดเรื่องกิจกรรมทั่วๆ ไปของโรงเรียน
เพราะถ้าน้องอยากรู้ น้องต้องมาสัมผัสเอง!! มีให้เลือกมากมาย รวมถึง กรรมการนักเรียน และ กลุ่มเอไอซี ด้วย
แต่ ณ ขณะนี้ พี่ขอแนะนำกิจกรรมภายในศิลป์-ญี่ปุ่น กันก่อนนะครับ

1. รับน้อง แน่นอน น้องๆ ก็จะรู้ทันที เมื่อเปิดเทอม พี่ๆ พร้อมใจกันจัดให้น้อง :p

2. โฮสญี่ปุ่น ก็คือ น้องสามารถเลือกที่เป็นผู้รับนักเรียนแลกเปลี่ยนจากประเทศญี่ปุ่นมาอยู่กับน้องและครอบครัวได้ เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ และเมื่อปิดภาคเรียนที่ 1 น้องก็จะได้ไปญี่ปุ่น และอยู่กับโฮสชาวญี่ปุ่นที่ได้แลกเปลี่ยนกับน้องที่นั่น น่ะเอง แต่อันนี้คงต้องสงวนให้น้องๆ ที่อยู่ในเขต กทม. และทุนทรัพย์เพียงพอนะครับ รวมถึงต้องสะดวกพอที่จะต้อนรับเพื่อนชาวญี่ปุ่นด้วย

3. ต้อนรับโฮสญี่ปุ่น ในช่วงหนึ่งสัปดาห์นั้น เราจะได้พบกับคนญี่ปุ่นตัวเป็นๆ มาเรียนกับเรา (ในกรณีที่ เพื่อนในห้องเรารับชาวญี่ปุ่นมาอยู่ด้วย) และจะมีการบูมเพื่อต้อนรับพวกเค้ากัน รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ เช่น มานั่งคุยกันในห้อง ชมการแสดงจากเพื่อนชาวญี่ปุ่นบนหอประชุม พาเพื่อนชาวญี่ปุ่นไปเรียน (สมัยพวกพี่เอ๊าะๆ พวกพี่พาเพื่อนๆ ไปเรียนดนตรีไทยกัน 55+ แล้วก็ พอตอนแก่ๆ ก็ร้องเพลงประสานเสียง ภาษาญี่ปุ่น ต้อนรับเพื่อนๆ ญี่ปุ่น แล้วก็มี speech contest ภาษาญี่ปุ่นด้วยนะ ว้าว....)

4. โซรัน!! แน่นอน โซรัน เชื่อได้ว่าน้องๆ คงไม่รู้จัก ว่าคืออะไร - - โซรันเป็นการแสดงของคนญี่ปุ่น โดยเป็นการแสดงพื้นเมืองของชาวประมงในแถบเกาะฮอกไกโด และเป็นการจำลองท่าจับปลา และการประมงนั่นเอง ซึ่งเมื่อน้องเต้นได้ น้องจะรู้เลยว่า ขาน้องแข็งแกร่งขึ้นอีกมาก ถ้าน้องๆ ติดแล้ว เชิญชวนมาสัมผัสดูครับ!! การแสดงโซรันนี้ พี่มั่นใจได้เลยว่า เป็นจิตวิญญาณของศิลป์-ญี่ปุ่น เลยทีเดียว เพราะได้แสดงออกงานใหญ่ๆ หลายครั้งด้วยกันครับ อย่างในปีที่ผ่านมาก็ได้แค่ งาน กีฬาประเพณี เตรียมอุดม-เตรียมทหาร และ งานคืนสู่เหย้าชาว ต.อ. สนใจ ถามได้เน้อออ

5. ชมรม สำหรับแผนการเรียน ภาษา-ญี่ปุ่น โดยหลักๆ ก็ไม่ตายตัวหรอกครับ น้องสามารถเลือกเข้าได้ทุกชมรมเลย แต่ถ้าอยากญี่ปุ่นๆ หน่อย ก็ต้อง “ชมรมภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น” เลย เพราะญี่ปุ่นจริงๆ ไม่รู้จะพูดยังไง - -“ มีการขายทาโกะยากิ ทุกปี ฮ่าๆๆ

6. การประกวดละครภาษาญี่ปุ่น เป็นกิจกรรมร่วมใจของศิลป์-ญี่ปุ่น ที่เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2551 (เหมือนจะนานเลยเว้ย - -*) เป็นกิจกรรมที่จัดโดย Bangkok Japan Foundation ให้นักเรียน ม.ปลาย กับ มหาวิทยาลัย ที่เรียนภาษาญี่ปุ่น ได้แสดงละครที่มีบทพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น และปีที่แล้ว ก็เป็นปีแรกที่โรงเรียนเราส่งเข้าประกวด ในเรื่อง "ซินเดอเรลล่า เรื่องเก่าเล่าใหม่ : シンデレラ 新しい物語” ผลก็คือ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ และ รางวัลขวัญใจมหาชน

จริงๆ มีอีกครับ แต่ว่า มันก็เยอะพอสมควร ก็เลย เอาคร่าวๆ และที่สำคัญพอนะครับ

back to the top
 

ด้านภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น

จุดเด่นก็อาจจะเป็นตรงที่ เป็นสายใหม่มั้งครับ เกิดมาไม่กี่ปีเอง แต่ก็เหมือนยาวนานนะ แล้วก็เป็นภาษาที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ก็เช่นเดียวกันกับทั้ง ฝรั่งเศส เยอรมัน และจีน แต่ยังไง ก็อาจจะต้องสยบเพราะเจอคลื่นลูกใหม่ อย่าง เกาหลี เพราะมาแรงเหลือเกิน

ภาษาญี่ปุ่น เป็นภาษาที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำธุรกิจในปัจจุบัน เพราะคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การลงทุนในประเทศไทยกว่า
20 เปอร์เซนต์ เป็นการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านอุตสาหกรรม และ เทคโนโลยี รวมถึงด้านสื่อบันเทิง และการศึกษา อีกมากมาย นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งเช่นกัน ว่าทำไม ศิลป์-ญี่ปุ่น สายที่น้องจะได้ซึมซับภาษาที่เป็นภาษาที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในสังคมโลกปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ทุกๆ ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประเทศญี่ปุ่น เปิดกว้างทางด้านการศึกษาให้กับนักศึกษาต่างชาติมาก
ซึ่งการที่น้องได้เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ และเป็นวิชาเอก ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับน้องๆ สำหรับการใช้ชีวิตในอนาคตเช่นกัน
แน่นอนว่า หากจบการศึกษาจากญี่ปุ่น อันหมายถึง ภาษาญี่ปุ่น แ่น่นปึ้ก น้องมีโอกาส 100% สำหรับการมีงานทำ แน่นอน
ไม่ใช่ว่า จะไปง้อญี่ปุ่นอย่างเดียว แต่น้องยังสามารถทำงานในส่วนราชการ ทั้งในการเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่น
อาจารย์มหาวิทยาลัย ครูมัธยมที่มีการสอนภาษาญี่ปุ่น รวมถึง ข้าราชการในหน่วยงานที่ต้องประสานงานกับต่างประเทศต่างๆ
ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ภาษาญี่ปุ่น มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

และ ภาษาญี่ปุ่น ยังเป็นภาษาที่มีผู้ใช้เป็นอันดับที่ 7 ของภาษาสากล เพราะมีผู้ใช้กว่า 130 ล้านคนทั่วโลก
และยังเป็นภาษาราชการ ในประเทศญีปุ่น (แน่นอนสิ - -*) มลรัฐฮาวาย และเกาะกวม ของสหรัฐอเมริกา และ มลรัฐอังกาอูร์ สาธารณรัฐปาเลา
และยังมีผู้ศึกษาภาษาญี่ปุ่น ชาวต่างชาติอีกเป็นจำนวนมาก กล่าวกันว่ามีถึง 3 ล้านคนเลยทีเดียว

จากสิ่งนี้เอง จึงทำให้มีการสอบวัดระดับ และวัดความสามารถทางด้านภาษาญี่ปุ่น ที่จัดโดย มูลนิธิญี่ปุ่น หรือ Japan Foundation
ที่จัดสอบวัดความสามารถภาษาญี่ปุ่น ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วยเช่นกัน
ซึ่งการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นนี้ แบ่งเป็น 4 ระดับ (ในระบบปัจจุบัน) นั่นก็คือ จากง่ายไปยาก คือ 4 3 2 และ 1
สำหรับระดับ ม.ปลาย ได้ระดับ 3 ก็คือเป็นมาตรฐานในการใช้ภาษาญี่ปุ่นในชีวิตประจำวันแล้วครับ
และข้อสอบเอนทรานซ์ เอเนต และ PAT 7 ภาษาญี่ปุ่น ก็ออกอยู่ในระดับ 3 เช่นกัน

นอกจากนี้ ภาษาญี่ปุ่น ยังมีความจำเป็นในการสมัครงานอีกด้วย เพราะถือเป็นภาษาที่ 3 ในประเทศไทย
ที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก และ มีความจำเป็นกับการพิจารณาการขึ้นเงินเดือนอีกด้วย
และหากมีความสามารถ อย่างเช่น สามารถเต้นโซรัน หรือ รู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นอยู่บ้าง ก็ถือเป็นเสน่ห์กับเรา
และยังสามารถนำไปใช้เป็นความสามารถพิเศษ ในการสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย หรือ การประกอบอาชีพเสริม
หรือสร้างประสบการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

สื่อบันเทิง ถ้าไม่นับรวมของตะวันตก ก็นับว่า คู่คี่สูสีกับวัฒนธรรมเกาหลี ที่พึ่งตีตลาดอย่างมาก คงไม่สามารถปฏิเสธได้เช่นกันว่า
คุณรู้จักญี่ปุ่น ได้จากอะไร คำตอบก็คือ สื่อบันเทิงนั่นเอง ที่เด่นชัดที่สุด ก็คือ หนังสือการ์ตูน และ ภาพยนตร์การ์ตูน
ที่คนไทยติดกันงอมแงม 555+ แน่นอน สำหรับพี่ พี่ชอบญี่ปุ่น ก็เพราะ การ์ตูนเนี่ยแหละ

คนดังและคนสำคัญในศิลป์-ญี่ปุ่น

ดารา
คนดัง สำหรับในศิลป์-ญี่ปุ่น ก็แน่นอน ที่เห็นๆ ก็คือ พี่ต่าย season change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย, พี่เม preppy g., พี่ดาว ดาโอเกะ

วิชาการ
สายเรา มีทุนคิง!! (ทุนเล่าเรียนหลวง) และ มีทุนกระทรวงการต่างประเทศ!! และมีทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ด้วย ว้าว... เอาให้ได้นะครับน้องๆ

กิจกรรมภายในโรงเรียน
สำหรับภายในโรงเรียน ที่เป็นเกียรติประวัติของศิลป์-ญี่ปุ่น เลย ก็คือ พี่แป้ง (รุ่น 3), พี่เล็ก (รุ่น 5) และ พี่แหวน (รุ่น 6) เพราะพี่ทั้งสามคน เป็นประธานนักเรียนนั่นเองครับ!! ภูมิใจที่สุดเลย ^&^ และก็ยังมี พี่ๆ อีกหลายคน ที่เป็นกรรมการนักเรียนในตำแหน่งต่างๆ เช่น ประธานตึก
ซึ่งมีถึง 2 คน (ปธ.ตึก 2) และยังมี เลขานุการ กรรมการนักเรียน รองประธานคณะกรรมการนักเรียน กรรมการนักเรียนฝ่ายกิจกรรมพิเศษและนันทนาการอีกด้วย นอกจากนี้ ก็ยังมีประธานชมรม อีกหลายคนด้วยกัน (วู้ว หลากหลายจังเลย สายนี้)

back to the top
 

จากระบบการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ด้วยระบบปัจจุบัน หรือ Admission 2553 นี้ มีลักษณะสำคัญ นั่นก็คือ
น้องทุกคน จะต้องใช้ GPAX หรือเกรดเฉลี่ยรวม 6 ภาคเทอม ในระดับ ม.ปลาย 20 เปอร์เซ็นต์
การสอบวัดความรู้ความสามารถขั้นพื้นฐาน หรือ โอเนต 8 วิชา ในระดับ ม.ปลาย 30 เปอร์เซ็นต์
GAT (General Aptitude Test) และ PAT (Professional and Academic Aptitude Test) ขึ้นอยู่กับคณะที่ต้องการสอบเข้า
แต่อยู่ในระดับ 10 - 50% ซึ่งสามารถศึกษาได้ในภายหลัง

คณะในมหาวิทยาลัย ที่น้องๆ สามารถเข้าศึกษาได้ ด้วยระบบแอดมิชชั่นกลางนี้ คือ

  1. กลุ่มอักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ (รูปแบบทั่วไป) ซึ่งไม่จำเป็นว่า น้องจะต้องเรียนเอกภาษาญี่ปุ่น นะครับ
  2. คณะนิติศาสตร์
  3. สังคมสงเคราะห์
  4. รัฐศาสตร์ – รัฐกิจ /การปกครอง
  5. รัฐศาสตร์ – ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (การทูต)
  6. รัฐประศาสนศาสตร์ (แต่น้องต้องศึกษาความรู้เพิ่มเติม ทางด้านคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ระดับ ม.ปลาย ด้วย)
  7. สังคมวิทยามานุษยวิทยา
  8. นิเทศศาสตร์วารสารศาสตร์
  9. ศิลปกรรมศาสตร์ (ต้องศึกษาความถนัดทางศิลป์ทั่วๆ ไปด้วย)
  10. ครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์
  11. การจัดการการท่องเที่ยว , การโรงแรม
  12. สถาปัตยกรรมศาสตร์ มัณฑนศิลป์ การวางผังเมือง
  13. เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ พาณิชยศาสตร์ และการบัญชี
  14. กลุ่มวิทยาศาสตร์การกีฬา

การสอบเข้าศึกษาในคณะต่างๆ นั้น มีหลายรูปแบบ นี้เป็นเพียงแนวทางสำหรับการศึกษาต่อเท่านั้น ซึ่งคาดว่า ในอนาคต การสอบเข้ามหาวิทยาลัย น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งอยางแน่นอน จึงขอให้น้องๆ ทุกคน ศึกษารายละเอียดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างใกล้ชิด เพื่อผลประโยชน์สำหรับตัวน้องๆ เอง ซึ่งในส่วนตัวของพี่คิดว่า ระบบ PAT และ GAT หรือ แอดมิชชั่นปี 53 นี้ ยังไม่ใช่ระบบที่ดีพอ แน่นอนว่า จะต้องถูก complain อีกมากแน่ และท้ายที่สุด ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงการวิธีการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน จึงขอให้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด และคณะ ที่ได้นำเสนอนี้ เป็นคณะที่ สาย ศิลป์ภาษา สามารถเข้าศึกษาได้อย่างแน่นอน

back to the top

 

สุดท้ายนี้ ขอให้น้องๆ ทุกคน ไม่ว่าจะสายภาษา-ญี่ปุ่น เอง ภาษา-เยอรมัน ภาษา-ฝรั่งเศส ภาษา-คณิต วิทย์-คณิต-ทุกแผน ที่ได้เข้ามาอ่านในเว็บนี้ จงโชคดีในการทำข้อสอบนะครับ ประสบความสำเร็จดังที่ตัวเองปรารถนาไว้ และมีความมั่นใจในตัวเอง และในการทำข้อสอบ มีสติในการทำข้อสอบ ตั้งใจอ่านหนังสือ สู้ๆ และ ไม่ย่อท้อต่อความลำบากในการอ่านหนังสือในระยะเวลาที่เหลือ รวมถึงในการทำข้อสอบด้วย ถ้าทำข้อสอบข้อไหนไม่ได้ ก็ขอให้เดาจนถูก!! พี่เชื่อมั่นว่า เตรียมอุดม ไม่ไกลเกินฝันของน้องๆ แน่นอน ขอเอาใจช่วยน้องๆ อย่างเต็มที่ครับ!!

มาเป็น TU72 และ รุ่นน้องของพี่ๆ ทุกคนให้ได้นะครับ พี่ๆ จะคอยให้กำลังใจน้องๆ อยู่ไกลๆ แต่ก็ไม่ไกลเกินไปแน่นอน

第10『文科系日本語』のジェネレーションが君を待っている。
ศิลป์-ญี่ปุ่น รุ่น 10 รอ เธอ อยู่ !!!

   
 

Best View in 1024*768 Screen
Internet Explorer 6.0+ or Firefox
Best for Windows XP

Created by : `[P]atamo[N]` - Arts-Japanese#7